ระบบ Fulfillment ดรอปชิปช่วยให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถตอบสนองความต้องการในการสั่งซื้อได้โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการเก็บสต็อกสินค้า
แต่การจัดการการจัดส่งแบบดรอปชิปจริงๆ แล้วมีลักษณะยังไง? และคุณจะเริ่มทำธุรกิจดรอปชิปได้อย่างไร? มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
ระบบ Fulfillment ดรอปชิป คืออะไร?
ระบบ Fulfillment ดรอปชิป คือกระบวนการจัดการออเดอร์ที่ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้าไว้เอง เมื่อร้านดรอปชิปมียอดขาย ระบบจะส่งต่อหน้าที่การแพ็กสินค้าและการจัดส่งไปให้ผู้ให้บริการ Fulfillment บุคคลที่สาม ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าโดยตรง
ผลลัพธ์คือผู้ขายไม่ต้องจับต้องสินค้าเอง และไม่ต้องบริหารซัพพลายเชนหรือโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ทำให้สามารถโฟกัสกับการทำการตลาด การขาย และการขยายธุรกิจได้มากขึ้น
โดยทั่วไป ระบบ Fulfillment ดรอปชิป จะประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลัก 3 ฝ่ายในซัพพลายเชน ได้แก่ ผู้ผลิตสินค้า ซัพพลายเออร์ดรอปชิป และร้านค้าปลีกหรือผู้ขายออนไลน์
ผู้ผลิต
ผู้ผลิตสินค้าเป็นฝ่ายที่สร้างและผลิตสินค้า โดยส่วนใหญ่จะไม่ขายตรงให้กับร้านค้าปลีกหรือผู้บริโภค แต่จะขายสินค้าในปริมาณมากให้กับซัพพลายเออร์แทน
การซื้อสินค้าตรงจากผู้ผลิตมักเป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการนำไปขายต่อ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักกำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ นอกจากนี้ ผู้ขายยังต้องรับภาระการเก็บสต็อกและจัดส่งสินค้าเองเมื่อมีออเดอร์จากลูกค้า ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจำนวนมากจึงเลือกใช้ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ผ่านซัพพลายเออร์ดรอปชิปแทน เพราะช่วยลดความยุ่งยากด้านโลจิสติกส์ได้มากกว่า
ซัพพลายเออร์ดรอปชิป
ซัพพลายเออร์ดรอปชิปอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ผลิตสินค้า
- ตัวแทนจัดจำหน่าย
- แบรนด์ที่จ้างผู้ผลิตผลิตสินค้าให้
จุดเด่นของซัพพลายเออร์ดรอปชิปคือ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสินค้า ดูแลสต็อก และจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าโดยตรง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ที่ช่วยให้ผู้ขายไม่ต้องจัดการสินค้าเอง
ผู้ค้าปลีก
ร้านค้าปลีกคือผู้ที่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง หากคุณดำเนินธุรกิจที่ใช้ซัพพลายเออร์ดรอปชิปเป็นผู้จัดการออเดอร์และการจัดส่ง คุณก็คือร้านค้าปลีกในระบบ Fulfillment ดรอปชิป นั่นเอง
5 ข้อดีของระบบส่งของแบบดรอปชิป
ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ช่วยให้คุณสามารถเพิ่มสินค้าได้หลากหลายในร้านค้า โดยไม่ต้องรับภาระการจัดการซัพพลายเชนเอง เมื่อคุณจับมือกับซัพพลายเออร์ดรอปชิปแล้ว คุณสามารถดึงรายการสินค้าจากแคตตาล็อกของซัพพลายเออร์มาแสดงขายในร้านได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ต่อไปนี้คือ 5 ข้อดีหลักของการใช้ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป เป็นรูปแบบการจัดการออเดอร์ของร้านค้า
1. ต้องใช้เงินลงทุนต่ำ
ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้ามาสต็อกล่วงหน้า ทำให้การเริ่มต้นร้านค้าอีคอมเมิร์ซหรือการขยายไลน์สินค้าใหม่ทำได้โดยไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่กับสต็อกสินค้า
2. เริ่มต้นง่าย
คุณไม่ต้องจัดการกับสินค้าจริง ซัพพลายเออร์ดรอปชิปมีศูนย์ Fulfillment ของตัวเองสำหรับแพ็กและจัดส่งออเดอร์ให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับนโยบายการคืนสินค้า คุณอาจไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการสต็อกหรือจำนวนสินค้าเลย สิ่งที่ต้องมีจริง ๆ ก็แค่คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องก็เริ่มต้นได้
3. ต้นทุนคงที่ต่ำ
เนื่องจากไม่ต้องลงทุนล่วงหน้ามาก ค่าใช้จ่ายประจำจึงต่ำ ร้านดรอปชิปจำนวนมากเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ ที่บ้าน และค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในภายหลัง
4. ขยายตัวได้มากขึ้น
หากเป็นร้านค้าทั่วไป ทุกออเดอร์ที่เข้ามาคุณต้องรับสินค้า แพ็ก และจัดส่งเอง ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับทีมเล็ก ๆ แต่ด้วย ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ซัพพลายเออร์จะจัดการทุกขั้นตอนแทนคุณ ทำให้สามารถขายได้ไม่จำกัดจำนวน และขยายไปยังหลายแพลตฟอร์มหรือหลายช่องทาง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะตามงานไม่ทัน
5. มีสินค้าให้เลือกขายหลากหลาย
ในฐานะผู้ขายดรอปชิป คุณไม่ได้ถูกจำกัดด้วยรายการสินค้าที่มีอยู่ หากซัพพลายเออร์เพิ่มสินค้าใหม่ในศูนย์ Fulfillment คุณก็สามารถนำสินค้านั้นมาลงขายในร้านได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ความท้าทายที่พบบ่อยของระบบ Fulfillment ดรอปชิป
เช่นเดียวกับรูปแบบการจัดการออเดอร์อื่น ๆ ธุรกิจที่ใช้ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด บางร้านติดปัญหาเรื่องการหาซัพพลายเออร์ดรอปชิปที่มีคุณภาพ ขณะที่บางร้านประสบปัญหาในการดึงทราฟฟิกเข้าสู่ร้านค้า
ต่อไปนี้คือความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดของร้านดรอปชิป
กำไรต่อชิ้นต่ำ
อัตรากำไรต่ำเป็นความท้าทายหลักสำหรับดรอปชิปเปอร์หลายคนที่ดำเนินธุรกิจ เพราะตลาดดรอปชิปที่มีการแข่งขันสูง เริ่มง่าย คู่แข่งจำนวนมากจึงเลือกตั้งราคาขายต่ำ และเน้นทำรายได้จากปริมาณการขายมากกว่าคุณภาพ เมื่อไม่ได้ลงทุนสูงตั้งแต่ต้น ก็สามารถดำเนินธุรกิจด้วยมาร์จิ้นที่บางได้
ปัญหาจากซัพพลายเออร์
แม้แต่ซัพพลายเออร์ดรอปชิปที่ดีที่สุดก็อาจเกิดข้อผิดพลาดในการจัดการออเดอร์ได้ และสุดท้ายผู้ขายต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบและขอโทษลูกค้าแทน พาร์ตเนอร์ Fulfillment ที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหาย การจัดส่งผิดพลาด หรือแพ็กเกจที่ไม่ได้มาตรฐาน
หากคุณทำงานร่วมกับศูนย์ Fulfillment หลายแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบ Fulfillment ดรอปชิป ความซับซ้อนในการจัดการออเดอร์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การเลือกซัพพลายเออร์ดรอปชิปที่เชื่อถือได้จึงเป็นหัวใจของความสำเร็จ Shopify Collective เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าถึงแบรนด์บน Shopify ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว มีราคาชัดเจนและระบบจัดการออเดอร์ที่น่าเชื่อถือ สำหรับเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่กว้างขึ้น อาจพิจารณาแอปอย่าง DropCommerce ที่เน้นซัพพลายเออร์ในอเมริกาเหนือและจัดส่งภายใน 3–5 วัน, Syncee ที่มีแบรนด์ทั่วโลกกว่า 12,000 ราย หรือ AI Dropship สำหรับซัพพลายเออร์ในสหรัฐและยุโรปที่จัดส่งภายในไม่เกิน 7 วัน
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซัพพลายเออร์ดรอปชิป ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมที่ยุติธรรม
- ปริมาณสั่งซื้อขั้นต่ำต่ำ
- การจัดส่งรวดเร็วและเชื่อถือได้
- ความเชี่ยวชาญในสินค้า
- การบริการลูกค้า
- การตอบกลับที่รวดเร็ว
หากคุณพบซัพพลายเออร์ที่ตอบโจทย์เหล่านี้ โอกาสในการทำ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพก็จะสูงขึ้น
ประสบการณ์แกะกล่องไม่ดี
สำหรับธุรกิจออนไลน์ การจัดส่งและ Fulfillment คือจุดสัมผัสโดยตรงระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสหรือทดลองสินค้าได้ก่อนซื้อ ดังนั้นประสบการณ์การแกะกล่องจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ร้านดรอปชิปจำนวนมากมักมองข้าม
ปัญหาการจัดส่ง
เวลาการจัดส่งและความล่าช้าเป็นเรื่องปกติในกระบวนการจัดการการจัดส่งแบบดรอปชิป ขึ้นอยู่กับประเทศที่คุณจัดส่ง เวลาการจัดส่งอาจใช้เวลานานถึง 60 วัน
การจัดส่งจากประเทศเดียวกับตลาดเป้าหมายเป็นหนึ่งในวิธีลดต้นทุนและความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ ผู้ขายบางรายเลือกซื้อสินค้าแบบขายส่งล่วงหน้า แล้วใช้ศูนย์ Fulfillment ในประเทศปลายทางเพื่อจัดส่งสินค้า วิธีนี้ช่วยให้สามารถส่งของถึงมือลูกค้าได้ภายในไม่กี่วัน แทนที่จะต้องรอเป็นเดือน
สำหรับผู้ขายที่นำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐ การใช้เครื่องมือตรวจสอบภาษีนำเข้าและรหัส HS จะช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด และหลีกเลี่ยงความล่าช้าในการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการทำงานของระบบ Fulfillment ดรอปชิป
ลองจินตนาการว่าเรากำลังบริหารร้านค้าออนไลน์ชื่อ Phone Outlet ซึ่งขายอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ตโฟน โดย Phone Outlet ใช้ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป และดรอปชิปสินค้าทั้งหมดจากซัพพลายเออร์ Fulfillment ที่ชื่อว่า Wholesale Accessories
กระบวนการรับออเดอร์และจัดการคำสั่งซื้อของ Phone Outlet ร่วมกับ Wholesale Accessories จะเป็นดังนี้
ลูกค้าสั่งซื้อจาก Phone Outlet
คุณ Allen ต้องการเคสสำหรับสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ จึงเข้ามาสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ของ Phone Outlet เมื่อคำสั่งซื้อได้รับการยืนยันแล้ว จะเกิดขั้นตอนต่อไปนี้
-
ระบบอีคอมเมิร์ซของ Phone Outlet จะส่งแจ้งเตือนว่ามีออเดอร์ใหม่เข้ามา ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่ใช้ ลูกค้าอย่างคุณ Allen จะได้รับอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อด้วย
- การชำระเงินของคุณ Allen จะถูกดำเนินการในขั้นตอนเช็กเอาต์ และเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของ Phone Outlet โดยอัตโนมัติ
Phone Outlet สั่งซื้อจากซัพพลายเออร์
ขั้นตอนนี้มักทำได้ง่ายมาก โดย Phone Outlet เพียงส่งต่อรายละเอียดออเดอร์ไปยังฝ่ายขายของ Wholesale Accessories ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ Fulfillment โดย Wholesale Accessories จะมีข้อมูลบัตรเครดิตของ Phone Outlet อยู่แล้ว และจะเรียกเก็บเงินตามราคาขายส่งของสินค้า รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
แอปซัพพลายเออร์ดรอปชิปหลายตัวรองรับการส่งออเดอร์แบบอัตโนมัติ หรือเปิดให้ผู้ขายส่งออเดอร์เป็นชุดได้ แอปอย่าง DropCommerce, Syncee และ AI Dropship ช่วยทำให้ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ทำงานลื่นขึ้น ด้วยการซิงก์สต็อกและส่งต่อออเดอร์ไปยังซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ
Wholesale Accessories จัดส่งคำสั่งซื้อ
มื่อสินค้ามีสต็อกและสามารถตัดเงินจากบัตรของ Phone Outlet ได้เรียบร้อย Wholesale Accessories จะทำการแพ็กสินค้าและจัดส่งไปยังลูกค้าโดยตรง แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งจากคลังของ Wholesale Accessories แต่บนฉลากที่อยู่สำหรับการส่งคืนจะระบุชื่อและที่อยู่ของ Phone Outlet และโลโก้ของ Phone Outlet จะปรากฏบนใบแจ้งหนี้และใบแพ็กของสินค้า
หลังจากจัดส่งสินค้าเรียบร้อย Wholesale Accessories จะส่งอีเมลแจ้งใบแจ้งหนี้และหมายเลขติดตามพัสดุให้กับ Phone Outlet
โดยทั่วไป ระยะเวลาการจัดการออเดอร์ในระบบ Fulfillment ดรอปชิป มักเร็วกว่าที่หลายคนคิด ซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพจำนวนมากสามารถจัดส่งสินค้าออกจากคลังได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ร้านค้าสามารถโฆษณาการจัดส่งภายในวันเดียวกันได้ แม้จะใช้ระบบดรอปชิปก็ตาม
Phone Outlet แจ้งสถานะการจัดส่งให้ลูกค้า
เมื่อได้รับหมายเลขติดตามพัสดุแล้ว Phone Outlet จะส่งข้อมูลการจัดส่งไปให้ลูกค้า โดยมักใช้ระบบอีเมลที่เชื่อมต่ออยู่กับร้านค้าออนไลน์ เมื่อสินค้าถูกจัดส่งแล้ว ได้รับชำระเงินเรียบร้อย และลูกค้าได้รับการแจ้งเตือน ขั้นตอนของ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
กำไรหรือขาดทุนของ Phone Outlet คือส่วนต่างระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากคุณ Allen กับจำนวนเงินที่จ่ายให้กับ Wholesale Accessories
การจัดการคืนสินค้าในระบบ Fulfillment ดรอปชิป
การคืนสินค้าจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมีซัพพลายเออร์ดรอปชิปเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะซัพพลายเออร์แต่ละรายมีนโยบายการคืนสินค้าที่แตกต่างกัน บางรายไม่รับคืนสินค้าเลย บางรายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการนำสินค้ากลับเข้าสต็อกในอัตราสูง และในบางกรณีคุณอาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่งในการส่งคืนสินค้าที่ชำรุด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละซัพพลายเออร์
ไม่ว่านโยบายจะเป็นอย่างไร ลูกค้าจะติดต่อคุณโดยตรงเมื่อขอคืนสินค้า ดังนั้นหน้าที่ของคุณคือทำให้ประสบการณ์การคืนสินค้าเป็นเรื่องง่ายและชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทำ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ให้มีประสิทธิภาพ
หากไม่นับขั้นตอนภายในของบริษัท Fulfillment กระบวนการคืนสินค้าสำหรับผู้ทำดรอปชิปมักเป็นดังนี้
- ลูกค้าส่งคำขอคืนสินค้า
- ผู้ขายติดต่อซัพพลายเออร์เพื่อขอหมายเลข RMA (รหัสอนุญาตคืนสินค้า)
- ลูกค้าส่งสินค้าคืนไปยังซัพพลายเออร์ โดยระบุหมายเลข RMA บนที่อยู่จัดส่ง
- ซัพพลายเออร์คืนเงินค่าสินค้าตามราคาขายส่งให้กับบัญชีของผู้ขาย
- ผู้ขายคืนเงินให้ลูกค้าตามราคาขายปลีกเต็มจำนวน
ไม่มีวิธีใดที่ถูกหรือผิดตายตัวในการจัดการคืนสินค้าในระบบ Fulfillment ดรอปชิป ร้านค้าอีคอมเมิร์ซบางแห่งเลือกใช้นโยบาย “คืนเงินโดยไม่ต้องส่งของกลับ” ซึ่งเป็นการคืนเงินเต็มจำนวนให้ลูกค้าโดยไม่ต้องให้ลูกค้าส่งสินค้าคืน
ควรเขียนนโยบายการคืนสินค้าให้ชัดเจนและแสดงไว้บนเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าเห็นก่อนตัดสินใจซื้อ นโยบายที่โปร่งใสช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย หากไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถใช้เครื่องมือสร้างนโยบายคืนสินค้าของ Shopify เพื่อจัดทำนโยบายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
ระบบ Fulfillment ดรอปชิป คือกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้
แม้จะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่บริษัท Fulfillment ในระบบดรอปชิปมักเป็นพาร์ตเนอร์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และแทบไม่ปรากฏตัวต่อหน้าลูกค้าปลายทาง
ตัวอย่างเช่น หากคุณ Allen ได้รับเคสมือถือผิดรุ่น เขาจะติดต่อไปที่ Phone Outlet โดยตรง จากนั้น Phone Outlet จะเป็นฝ่ายประสานงานกับบริการ Fulfillment ของ Wholesale Accessories อยู่หลังฉาก เพื่อจัดส่งสินค้าที่ถูกต้องให้กับลูกค้า
นี่คือบทบาทสำคัญของ ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ โดยไม่ต้องจัดการสต็อกหรือโลจิสติกส์ด้วยตัวเอง
เมื่อใช้ระบบ Fulfillment ดรอปชิป ขั้นตอนการจัดเก็บสินค้าและการจัดส่งออเดอร์ทั้งหมดจะถูกดูแลโดยบริการ Fulfillment ตั้งแต่ต้นจนจบ การมีพาร์ตเนอร์ Fulfillment บุคคลที่สามช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการสต็อกสินค้าอีกต่อไป และสามารถโฟกัสกับสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด การพัฒนาเว็บไซต์ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ Fulfillment ดรอปชิป
ความแตกต่างระหว่างออเดอร์ดรอปชิปกับออเดอร์ทั่วไปคืออะไร
ความแตกต่างหลักระหว่างระบบ Fulfillment ดรอปชิปกับโมเดลค้าปลีกแบบดั้งเดิมคือ ผู้ขายไม่ต้องเป็นเจ้าของหรือเก็บสต็อกสินค้าเอง เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อ สินค้าจะถูกจัดการและจัดส่งโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ค้าส่งหรือผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้ทำ Fulfillment แทนผู้ขาย
ข้อดีของระบบ Fulfillment ดรอปชิปมีอะไรบ้าง
- ความเสี่ยงต่ำ
- ใช้เงินทุนเริ่มต้นต่ำ
- ต้นทุนคงที่ต่ำ
- เริ่มต้นธุรกิจได้ง่าย
- มีสินค้าให้เลือกขายหลากหลาย
ขั้นตอนการจัดการออเดอร์ดรอปชิปทำอย่างไร
- ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ของคุณ
- ระบบร้านค้าส่งรายละเอียดออเดอร์ไปยังซัพพลายเออร์ดรอปชิปโดยอัตโนมัติ
- ซัพพลายเออร์ดรอปชิปเตรียมสินค้าและแพ็กออเดอร์
- ซัพพลายเออร์จัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าโดยตรง


