เส้นทางสู่การเริ่มต้นธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จและโอกาสใหม่ๆ
วันที่สินค้าพร้อมขาย วันที่เปิดร้านออนไลน์ให้โลกได้รู้จัก และวันที่ทำยอดขายครั้งแรกคือก้าวสำคัญที่ควรเฉลิมฉลอง!
ในฐานะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ไม่มีอะไรที่จะตื่นเต้นไปกว่าการเห็นเงินไหลเข้าสู่บัญชีธนาคารของคุณ
แต่ก่อนที่จะเปิดแชมเปญและเริ่มสนุกไปกับความสำเร็จ อย่าลืมวางแผนในการติดตามและจัดการรายรับ-รายจ่ายของคุณให้เป็นระบบ เพราะคุณต้องมีระบบบัญชีร้านออนไลน์ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
บัญชีร้านออนไลน์คืออะไร?
บัญชีร้านออนไลน์คือการบันทึก จัดระเบียบ และจัดการข้อมูลการเงินและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของธุรกิจร้านออนไลน์ หากนึกภาพให้เห็น ก็คือการบัญชีธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของผู้ให้บริการร้านออนไลน์
โดยพื้นฐานแล้ว บัญชีร้านออนไลน์คือการติดตามและบันทึกธุรกรรม พร้อมทั้งจัดประเภทธุรกรรมนั้นๆ ว่าเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่าย ง่ายใช่ไหม?
แต่ถึงจะดูเรียบง่าย ก็ยังมีคำศัพท์ในโลกบัญชีที่อาจทำให้คุณสับสน โดยเฉพาะหากคุณยังใหม่กับการบริหารการเงินธุรกิจ สำหรับผู้ที่ต้องการความเข้าใจที่ง่ายขึ้น นี่คือบางส่วนขององค์ประกอบสำคัญในบัญชีร้านออนไลน์:
- ใบสั่งซื้อ: ใบสั่งซื้อคือเอกสารที่มีผลทางกฎหมายจากลูกค้า ซึ่งระบุจำนวนและประเภทของสินค้าที่ต้องการซื้อ พร้อมการยืนยันที่จะจ่ายราคาที่ตกลงกันไว้ แม้ว่าใบสั่งซื้อนั้นจะไม่ใช่การชำระเงิน แต่ควรมีรายละเอียดการชำระเงินเช่นกัน ธุรกิจของคุณอาจใช้ใบสั่งซื้อเพื่อขอวัสดุจากผู้ขาย หรือผู้ซื้ออาจส่งใบสั่งซื้อมาหาคุณเพื่อขอซื้อสินค้าหรือบริการตามจำนวนที่ต้องการ
- ใบสั่งขาย: ใบสั่งขายคือเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้น (มักจะเป็นการตอบสนองต่อใบสั่งซื้อ) ซึ่งจะระบุรายละเอียดทั้งหมดของการขาย รวมถึงข้อมูลลูกค้า คำอธิบายและจำนวนสินค้าที่ขายยอดขาย ข้อมูลการชำระเงิน ที่อยู่จัดส่ง และวันที่จัดส่ง
- บัญชีเจ้าหนี้และบัญชีลูกหนี้: คำเหล่านี้หมายถึงบิลและใบแจ้งหนี้ที่ค้างชำระ หรือยอดรวมของค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จ่ายและรายได้ที่ยังไม่ได้รับ
- ต้นทุนสินค้าที่ขาย: คือค่าต้นทุนทั้งหมดในการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าหนึ่งๆ มักจะคำนวณรวมค่าจัดส่ง ค่าเช่าคลังสินค้า ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการขายสินค้า แต่มักจะไม่รวมค่าใช้จ่ายทางออฟฟิศ เช่น เงินเดือน การตลาด ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หรือพื้นที่สำนักงาน
- ภาษีขายของร้านออนไลน์: หมายถึงภาษีที่ธุรกิจร้านออนไลน์ต้องจ่ายให้แก่ประเทศที่ธุรกิจร้านออนไลน์ตั้งอยู่ และมีจุดเกาะเกี่ยวในการจัดเก็บภาษีเกิดขึ้น หมายความว่าประเทศมีสิทธิ์ในการเก็บภาษีกับธุรกิจ (ซึ่งปกติแล้วจะเกิดขึ้นหากธุรกิจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศนั้น)
บัญชีร้านออนไลน์ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
เช่นเดียวกับการบัญชีธุรกิจทั่วไป บัญชีร้านออนไลน์จะประกอบไปด้วย:
- ฟังก์ชันบัญชีพื้นฐาน เช่น การจัดการการออกใบแจ้งหนี้เงินเดือน และงบดุล
- ฟังก์ชันการวางแผนและรายงานที่ซับซ้อน เช่น การเตรียมงบการเงินและการสร้างแผนภาษีกลยุทธ์
โดยทั่วไปแล้ว การบริหารจัดการภาษี บันทึกบัญชีร้านออนไลน์ และการวางแผนเพื่อการเติบโตจะเป็น 3 ส่วนสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ
การบริหารจัดการภาษี
การบริหารภาษีอาจซับซ้อน และการทำผิดพลาดในการยื่นภาษีหรือการตีความกฎหมายรัษฎากรอาจส่งผลเสียต่อเจ้าของธุรกิจอย่างรุนแรง นั่นคือเหตุผลที่การบริหารจัดการภาษี (รวมถึงการวางแผนภาษีและการเตรียมภาษี) เป็นบริการหลักของบริษัทบัญชีหลายแห่ง
การจัดการภาษีสำหรับร้านออนไลน์ในประเทศไทยรวมถึงการติดตามและชำระภาษีที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ การคำนวณและยื่นภาษีที่คาดการณ์ไว้ในแต่ละไตรมาส การยื่นภาษีประจำปี และการจัดเตรียมรายงานให้กับกรมสรรพากร
การกำหนดว่าเมื่อใดที่ผู้ขายร้านออนไลน์ต้องเก็บภาษีขายนั้นอาจซับซ้อน และยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อประเทศต่างๆ มีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้ว หากผู้ขายมีธุรกิจที่สำคัญในประเทศนั้น (หรือที่เรียกว่าจุดเกาะเกี่ยวในการจัดเก็บภาษี) หรือความเกี่ยวข้องกับประเทศนั้น เช่น หากผู้ขายมีการดำเนินธุรกิจในประเทศ หรือมีการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ให้แก่ลูกค้าในไทย ผู้ขายต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าหรือบริการที่ขายในประเทศ
ร้านออนไลน์มักจะมีจุดเกาะเกี่ยวในการจัดเก็บภาษีขายในประเทศที่ตั้งของธุรกิจ ในกรณีที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เช่น การมีสำนักงาน มีพนักงานในไทย หรือมีการทำธุรกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในประเทศ หรือแม้กระทั่งการโฆษณาสินค้าในไทย ซึ่งทุกกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ผู้ขายมีภาระการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมายไทย
การบันทึกบัญชีร้านออนไลน์
การบันทึกบัญชีที่แม่นยำเป็นข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการวางแผนและการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการติดตามและจัดประเภทของรายได้และค่าใช้จ่าย การจัดการสต็อกสินค้า และการตรวจสอบงบดุล
การบันทึกบัญชียังรวมถึงการติดตามการคืนสินค้าจากลูกค้า ซึ่งสามารถช่วยเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าได้ แต่หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม การคืนสินค้าหนึ่งชิ้นอาจทำให้ตัวเลขยอดขาย สต็อกสินค้า ค่าใช้จ่าย การคาดการณ์ และบันทึกภาษีขายของคุณผิดพลาด
ระบบบัญชีร้านออนไลน์ควรคำนึงถึงการคืนสินค้าและอนุญาตให้คุณรับคืนสินค้าได้โดยไม่ทำให้รายงานการเงินของคุณเสียหาย
การวางแผนเพื่อการเติบโต
ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นไปกว่าการขยายธุรกิจ! แต่โชคดีที่การบัญชีร้านออนไลน์ไม่ได้เป็นแค่การทำการบ้านสำหรับเจ้าของธุรกิจ แต่มันยังเป็นกระบวนการในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่คุณต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ
การบัญชีร้านออนไลน์สามารถช่วยให้คุณวิเคราะห์:
- สินค้าหรือบริการใดที่ทำกำไรให้กับบริษัทมากที่สุด
- การเปลี่ยนแปลงในกำไรของคุณตลอดเวลา
- ค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่ใหญ่ที่สุด
- โอกาสในการเพิ่มอัตรากำไรของคุณ
มันยังช่วยให้คุณมีการวัดทางการเงินที่สามารถใช้ในการประเมินความสำเร็จของการลงทุนใหม่ๆ (เช่น การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ การคำนวณแคมเปญการตลาดใหม่) และช่วยให้คุณคิดอย่างมีกลยุทธ์ในการตัดสินใจครั้งต่อไป
คุณสามารถซื้อกิจการคู่แข่งได้ไหม? คุณใช้จ่ายไปกับค่าขนส่งเท่าไหร่ในแต่ละปี และการมีคลังสินค้าในประเทศอื่นจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? ฤดูกาลที่ยุ่งที่สุดของคุณคือตอนไหน และคุณจะพร้อมไหม?
การบัญชีร้านออนไลน์ยังรวมถึงการจัดทำรายงานทางการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด คิดซะว่าเป็นคู่มือเจ้าของธุรกิจ รายงานการเงินของคุณแทบจะเป็นทุกอย่างที่คุณต้องการรู้เกี่ยวกับการทำงานของบริษัทของคุณ ทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมไว้ในที่เดียว
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจร้านออนไลน์ต้องติดตาม
การบัญชีร้านออนไลน์ต้องการการติดตามทุกธุรกรรม สต็อกสินค้า และข้อมูลทางการเงินของบริษัท ซึ่งรวมถึงตัวชี้วัดต่างๆ เช่น กระแสเงินสด กำไรขั้นต้น งบดุล และงบกำไรขาดทุน
- กระแสเงินสด: กระแสเงินสดหมายถึงการเคลื่อนไหวของเงินที่เข้าและออกจากธุรกิจของคุณ การจัดการกระแสเงินสดจะช่วยให้คุณสามารถชำระหนี้สินทั้งหมดได้ตรงเวลา และหลีกเลี่ยงการเกิดหนี้ที่ไม่ตั้งใจ
- กำไรขั้นต้น: กำไรขั้นต้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการดำเนินธุรกิจของคุณ โดยคำนวณจากรายได้รวมหักต้นทุนสินค้าที่ขายออกไป ซึ่งสามารถแสดงเป็นสูตรได้ว่า:
กำไรขั้นต้น = รายได้ - ต้นทุนสินค้าที่ขาย
- อัตรากำไรขั้นต้น: อัตรากำไรขั้นต้นจะคำนวณจากข้อมูลเดียวกันกับกำไรขั้นต้น แต่แสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม สูตรการคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นคือ:
อัตรากำไรขั้นต้น = (รายได้ - ต้นทุนสินค้าที่ขาย) / รายได้
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณมีรายได้จากการขายสินค้า 10,000 บาท โดยต้นทุนสินค้าที่ขาย 4,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเป็น 6,000 บาท และอัตรากำไรขั้นต้นจะเป็น 60%
- งบดุล: งบดุลของคุณจะประกอบไปด้วย 3 หมวดหมู่หลัก:
- สินทรัพย์ ได้แก่ เงินสด ลูกหนี้ และสต็อกสินค้า
- หนี้สิน ได้แก่ เจ้าหนี้ เงินเดือน และภาษีเงินได้
- ส่วนของเจ้าของ ซึ่งคือส่วนรวมของหุ้นส่วนทั้งหมดในธุรกิจ
- กำไรและขาดทุน: งบกำไรขาดทุนจะให้ภาพรวมของความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจคุณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยคำนวณจากรายได้รวมหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ต้นทุนสินค้าที่ขาย ค่าใช้จ่ายการตลาด เงินเดือนและค่าใช้จ่ายทั่วไป หากตัวเลขนี้เป็นบวก แสดงว่าคุณมีกำไรในช่วงเวลานั้น หากเป็นลบ แสดงว่าคุณขาดทุน
วิธีการบัญชีร้านออนไลน์
มีผู้ให้บริการบัญชีมากมายตั้งแต่แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์บัญชีไปจนถึงบริษัทบัญชีแบบดั้งเดิม แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นกับผู้ให้บริการ คุณต้องเลือกวิธีการบัญชีที่เหมาะสม
วิธีการบัญชีหลักๆ ได้แก่: บัญชีแบบเงินสดและบัญชีแบบคงค้าง ธุรกิจร้านออนไลน์สามารถเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ไม่สามารถใช้ทั้งสองวิธีในเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนวิธีการบัญชีจะต้องทำการยื่นเอกสารกับกรมสรรพากร
บัญชีแบบเงินสด
บัญชีแบบเงินสดเป็นวิธีการบัญชีที่วัดจากการโอนย้ายของเงินสด
บัญชีแบบเงินสดจะช่วยให้ธุรกิจร้านออนไลน์ง่ายต่อการติดตามการเงินในระยะสั้น แต่จะไม่สะท้อนผลกำไรหรือขาดทุนในระยะยาวได้ทั้งหมด
ตัวอย่างวิธีการทำบัญชีแบบเงินสด: เมื่อคุณได้รับเงินจากลูกค้า จะมีการบันทึกในระบบบัญชีทันทีว่าเป็นรายรับแต่เมื่อคุณจ่ายค่าใช้จ่ายใดๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง จะบันทึกในระบบบัญชีเมื่อมีการจ่ายเงินออกจริงๆ
ตารางการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสด
|
วันที่ |
ธุรกรรม |
รับเงินสด |
จ่ายเงินสด |
กระแสเงินสดสุทธิ |
|---|---|---|---|---|
|
1 ม.ค. |
เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุน ฿10,000 |
10,000 บาท |
10,000 บาท |
|
|
5 ม.ค. |
จ่ายค่าเช่าเดือนมกราคม (฿2,000) |
2,000 บาท |
8,000 บาท |
|
|
10 ม.ค. |
ให้บริการ ออกใบแจ้งหนี้ ฿5,000 |
5,000 บาท |
8,000 บาท |
|
|
15 ม.ค. |
จ่ายค่าอุปกรณ์สำนักงาน (฿50) |
50 บาท |
7,950 บาท |
|
|
25 ม.ค. |
รับการชำระเงินสำหรับบริการ |
5,000 บาท |
12,950 บาท |
|
|
30 ม.ค. |
จ่ายเงินเดือนพนักงาน (฿6,000) |
6,000 บาท |
6,950 บาท |
ดูเหมือนจะง่ายใช่ไหม?
ในวิธีการบัญชีแบบเงินสดนี้ คุณอาจได้รับใบสั่งซื้อสำหรับโต๊ะกาแฟทำมือมูลค่า ฿800 จากนั้นคุณก็จะทำโต๊ะกาแฟและส่งให้ลูกค้า และบันทึกรายได้จากการขายโต๊ะกาแฟเมื่อการชำระเงินจากลูกค้าเข้าบัญชีของคุณเท่านั้น
เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายคุณอาจต้องจ่ายเงินให้กับช่างวิดีโอ ฿10,000 สำหรับการผลิตวิดีโอสินค้าในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 แต่เนื่องจากเงิน ฿10,000 นี้ยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารของคุณในสิ้นไตรมาสที่ 1 คุณจะต้องเสียภาษีจากมันในช่วงไตรมาสแรก สำหรับวัตถุประสงค์ทางบัญชี หนี้สินนี้จะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อเงินออกจากบัญชีของคุณแล้วเท่านั้น
บัญชีแบบคงค้าง
ต่างจากบัญชีแบบเงินสด บัญชีแบบคงค้างจะวัดธุรกรรมที่มีการรับเงินหรือจ่ายเงินเกิดขึ้นไม่ใช่เมื่อการชำระเงินเปลี่ยนมือไป
วิธีการบัญชีแบบคงค้างมักถูกใช้โดยบริษัทใหญ่ๆ และต้องการความรู้บัญชีเฉพาะทาง รวมถึงการจัดการบัญชีที่ต้องใช้การดูแลอย่างใกล้ชิดมากกว่าบัญชีแบบเงินสด
วิธีนี้จะให้ภาพรวมของสถานะทางการเงินของบริษัทที่แม่นยำกว่า แต่ก็มีความซับซ้อนมากกว่าการบัญชีแบบเงินสด โดยการบัญชีแบบคงค้างเป็นหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปใช้กัน
วิธีการทำงานของบัญชีแบบคงค้าง:
ในระบบบัญชีแบบคงค้าง คุณจะบันทึกธุรกรรมในทันทีที่มีธุรกรรมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับรายได้หรือการเกิดค่าใช้จ่าย แม้ว่ายังไม่ได้รับหรือยังไม่ได้ชำระเงินจริงๆ การทำเช่นนี้ทำให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนและแม่นยำเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของธุรกิจในระยะยาว
ตารางรายได้และค่าใช้จ่าย
|
วันที่ |
ธุรกรรม |
รายได้ |
ค่าใช้จ่าย |
รายได้สุทธิ |
|---|---|---|---|---|
|
1 ม.ค. |
เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุน ฿10,000 |
10,000 บาท |
10,000 บาท |
|
|
5 ม.ค. |
จ่ายค่าเช่าดือนมกราคม (฿2,000) |
2,000 บาท |
8,000 บาท |
|
|
10 ม.ค. |
ให้บริการ ออกใบแจ้งหนี้ ฿5,000 |
5,000 บาท |
13,000 บาท |
|
|
15 ม.ค. |
จ่ายค่าอุปกรณ์สำนักงาน (฿50) |
50 บาท |
12,950 บาท |
|
|
25 ม.ค. |
รับการชำระเงินสำหรับบริการ |
5,000 บาท |
12,950 บาท |
|
|
30 ม.ค. |
จ่ายเงินเดือนพนักงาน (฿6,000) |
6,000 บาท |
6,950 บาท |
การบัญชีแบบคงค้าง จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจในระยะยาวได้แม่นยำมากขึ้น เช่น ถ้าคุณทำโต๊ะกาแฟเสร็จแล้ว การบันทึกบัญชีจะบันทึกรายได้ ฿800 ทันทีในวันที่เสร็จงาน แม้ว่าบัญชีธนาคารของคุณจะยังว่างเปล่าก็ตาม นี่คือจุดสำคัญที่บัญชีแบบคงค้างอาจทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะการเงินในปัจจุบันได้ เพราะการ “หารายได้” จะเกิดขึ้นทันทีที่ธุรกรรมเกิดขึ้น แม้ยังไม่ได้รับการชำระเงินในทันที
แม้การใช้บัญชีแบบคงค้างจะให้ภาพที่แม่นยำมากขึ้นในระยะยาว แต่ก็ต้องระมัดระวังในการประเมินสถานะการเงินในระยะสั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในภาวะที่เงินสดยังไม่เข้า
ซอฟต์แวร์บัญชีร้านออนไลน์ที่ดีที่สุด
มาดูกันว่าซอฟต์แวร์บัญชีธุรกิจขนาดเล็กไหนบ้างที่คุณสามารถใช้ในการจัดการบัญชีร้านออนไลน์ของคุณ
QuickBooks Online
QuickBooks
QuickBooks Online คือซอฟต์แวร์บัญชีระบบคลาวด์ที่ครบวงจร ซึ่งช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติในธุรกิจร้านออนไลน์ โดยสามารถเชื่อมต่อกับช่องทางการขายออนไลน์ที่ได้รับความนิยม เช่น Shopify ฟีเจอร์นี้ช่วยลดการกรอกข้อมูลด้วยตนเองและการตรวจสอบข้อมูลการขายและการจ่ายเงินระหว่างร้านค้าต่างๆ
ฟีเจอร์:
- การเชื่อมต่อที่ราบรื่น: เชื่อมโยงแพลตฟอร์มร้านออนไลน์และตลาดออนไลน์ของคุณกับ QuickBooks เพื่อให้นำข้อมูลการขายและการจ่ายเงินมาใช้อัตโนมัติ และจัดการกับบัญชีที่ถูกต้อง
- การจับคู่ที่ชาญฉลาด: QuickBooks จะทำการแยกรายได้ภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ ตามช่องทางการขาย และจับคู่การจ่ายเงินกับการฝากเงินในธนาคาร
- การวิเคราะห์แนวโน้ม: ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับยอดขาย รายได้ และสินค้าขายดีของคุณ พร้อมรายงานที่ละเอียดเกี่ยวกับผลการดำเนินธุรกิจในช่องทางการขายต่างๆ
- การจัดการภาษี: โดยการทำให้การทำบัญชีเป็นไปโดยอัตโนมัติ QuickBooks ช่วยให้คุณใช้สิทธิหักภาษีได้สูงสุด ทำให้ช่วงเวลาการยื่นภาษีง่ายขึ้น
ดาวน์โหลดแอป QuickBooks Online Shopify Connector
Xero
Xero
Xero เป็นซอฟต์แวร์บัญชีแบบคลาวด์ที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมีคุณสมบัติในการจัดการการเงินอย่างครบครัน เช่น การให้สิทธิ์ผู้ใช้ไม่จำกัด การทำบัญชีแบบสองรายการ และการสนับสนุนงบประมาณ นอกจากนี้คุณยังสามารถปรับแต่งแดชบอร์ดของคุณเพื่อดูเมตริกของธุรกิจร้านออนไลน์ทั้งหมดในที่เดียว
ฟีเจอร์:
- การเชื่อมต่อมากกว่า 800 รายการ: เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของบุคคลที่สามหลากหลาย รวมถึง Shopifyและ Stripe เพื่อเสริมฟังก์ชันการทำงาน
- ผู้ใช้ไม่จำกัด: คุณสามารถเพิ่มผู้ใช้ได้มากเท่าที่ต้องการ พร้อมกับระดับการควบคุมที่แตกต่างกันสำหรับบัญชีแต่ละประเภท
- การออกใบแจ้งหนี้และใบเสนอราคา: มีเทมเพลตการออกใบแจ้งหนี้ที่ปรับแต่งได้ และฟีเจอร์สำหรับการสร้างและส่งใบเสนอราคา รวมถึงตัวเลือกสำหรับการเตือนความจำอัตโนมัติ ใบแจ้งหนี้ที่ต้องออกบ่อย และสามารถส่งและรับเงินจากผู้ใช้ Xero คนอื่น
- การติดตามค่าใช้จ่าย: เชื่อมต่อบัตรเครดิตและบัญชีธนาคารของคุณกับแอปพลิเคชัน จัดประเภทค่าใช้จ่ายของคุณ แยกธุรกรรม และจดจำประเภทของธุรกรรมที่คุณใช้ก่อนหน้านี้
Zoho Books
Zoho Books
Zoho Books เป็นแพลตฟอร์มที่ครบวงจรสำหรับการจัดการงานบัญชีและการจัดระเบียบธุรกรรมของธุรกิจของคุณ มันมอบสถานที่ที่ปลอดภัยและการรวมศูนย์เพื่อจัดการบิลและใบแจ้งหนี้ของบริษัท งบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร และการควบคุมการใช้จ่าย
ฟีเจอร์:
- การนำเข้าข้อมูล: สามารถนำเข้าข้อมูลที่มีอยู่และจัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้นเพื่อให้การดำเนินการทำได้ง่ายขึ้น
- การปรับแต่ง: ช่วยให้คุณปรับแต่งเทมเพลตธุรกรรมการซื้อขาย เช่น การขายและการซื้อ เพื่อให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจและสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์
- การทำงานอัตโนมัติ: ช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของงานและการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันด้วยกระบวนการทำงานอัตโนมัติ เช่น การแจ้งเตือนทางอีเมล การอัปเดตฟิลด์ และการแจ้งเตือนภายในแอป
- การจัดการเอกสาร: มอบสถานที่ที่รวมศูนย์สำหรับเอกสารทั้งหมดของคุณ ทำให้สามารถอัปโหลดและแนบเอกสาร เช่น ใบเสร็จรับเงิน ไปยังบันทึกธุรกรรมได้ เอกสารยังสามารถถูกส่งทางอีเมลไปยังกล่องข้อความของคุณโดยที่มันจะถูกจัดประเภทและประมวลผลโดยอัตโนมัติ
วิธีเลือกซอฟต์แวร์บัญชีร้านออนไลน์ที่เหมาะสม
การเลือกซอฟต์แวร์บัญชีร้านออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับร้านของคุณเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เมื่อคุณเปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ ของคุณ ให้พิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
- การเชื่อมต่อ: เมื่อคุณรวมทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน คุณจะสามารถทำให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปโดยอัตโนมัติ รักษาระดับสต็อกสินค้าให้แม่นยำ และทำให้การปฏิบัติตามภาษีง่ายขึ้น
- ความสามารถในการขยาย: เมื่อธุรกิจของคุณเติบโต ความต้องการด้านบัญชีของคุณจะเปลี่ยนแปลงไป มองหาซอฟต์แวร์ที่มีแผนราคาหรือแพ็กเกจที่สามารถอัปเกรดได้เมื่อความต้องการของคุณเพิ่มขึ้น
- ฟีเจอร์: มองหาฟังก์ชันที่ช่วยประหยัดเวลา เช่น การออกใบแจ้งหนี้ การติดตามค่าใช้จ่าย การคำนวณภาษีขาย การจ่ายเงินเดือน และการรองรับหลายสกุลเงินที่ช่วยให้การจัดการงานของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น
- ใช้งานง่าย: คุณไม่ต้องการใช้เวลามากในการเรียนรู้ (หรือฝึกอบรมทีมงานของคุณ) เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้งานง่ายและมีอินเทอร์เฟซที่สะอาดตา
- การสนับสนุนลูกค้า: การสนับสนุนที่ดีเป็นสิ่งสำคัญหากคุณพบปัญหา มองหาซอฟต์แวร์ที่มีบริการลูกค้าดีเยี่ยม รวมถึงการไลฟ์แชท การให้ความช่วยเหลือทางโทรศัพท์ และฐานความรู้ที่แข็งแกร่ง
- ความปลอดภัย: ข้อมูลทางการเงินของคุณเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์ของคุณมีคุณสมบัติการรักษาความปลอดภัย เช่น การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน การเข้ารหัสข้อมูล และการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- รีวิวดี: ตรวจสอบความคิดเห็นจากธุรกิจร้านออนไลน์อื่นๆ คุณสามารถค้นหาบนเว็บไซต์อย่าง G2 หรือ Shopify App Store เพื่อดูข้อดีข้อเสียของซอฟต์แวร์
โดยรวมแล้ว ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความต้องการเฉพาะของธุรกิจคุณ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก ลองใช้เวอร์ชันทดลองฟรีเพื่อดูว่ามันมีฟีเจอร์ตามที่คุณต้องการหรือไม่
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการบัญชีร้านออนไลน์
กฎบัญชีและข้อกำหนดทางภาษีอาจแตกต่างกันไปตามประเทศ ดังนั้นการอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จของธุรกิจคุณ แม้ว่าการบัญชีอาจจะไม่ใช่จุดแข็งของคุณ แต่ก็มีแนวทางง่ายๆ ที่คุณสามารถปฏิบัติตามเพื่อการจัดการธุรกิจร้านออนไลน์ที่ราบรื่น
ไม่ว่าคุณจะเปิดร้านออนไลน์ครั้งแรกหรือครั้งที่ห้า นี่คือ 7 แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการบัญชีร้านออนไลน์ที่ควรปฏิบัติตาม:
- ให้ความสำคัญกับการทำบัญชีที่ดี: การทำบัญชีให้สมดุลเป็นกุญแจสำคัญในการบัญชีร้านออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ บันทึกธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดอย่างถูกต้อง รวมถึงการขาย การซื้อ รายได้ และค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน
- ทำให้กระบวนการเป็นอัตโนมัติ: เทคโนโลยีทำให้การทำงานบัญชีหลายๆ อย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ คุณสามารถใช้ซอฟต์แวร์เพื่อติดตามยอดขายคำนวณภาษี และแม้กระทั่งส่งใบแจ้งหนี้แทนคุณ ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์และช่วยประหยัดเวลา
- ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีร้านออนไลน์: มีซอฟต์แวร์บัญชีมากมายที่รองรับการใช้งานสำหรับธุรกิจออนไลน์ และสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มร้านออนไลน์ของคุณได้ ระบบเหล่านี้ช่วยให้คุณจัดการและกระทบยอดยอดขาย สต็อกสินค้า และค่าใช้จ่ายได้อย่างสะดวก
- พิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคารของคุณเป็นประจำ: สร้างนิสัยในการเปรียบเทียบบันทึกทางการเงินของคุณกับรายการบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างตรงกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถพบและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
- ติดตามสต็อกสินค้า: การจัดการสต็อกสินค้าที่ดีมีความสำคัญมากสำหรับธุรกิจร้านออนไลน์ คุณต้องรู้ว่าสินค้าที่คุณมีในสต็อก สินค้าไหนที่ขายดี และสินค้าชนิดไหนที่ขายไม่ดี ซอฟต์แวร์บัญชีของคุณอาจมีฟีเจอร์ติดตามสต็อกสินค้า หรือคุณอาจต้องการใช้ระบบจัดการสต็อกสินค้าที่เชี่ยวชาญ
- ติดตามกระแสเงินสด: จับตาดูกระแสเงินสดของคุณ หรือก็คือจับตาดูเงินที่เข้ามาและออกจากธุรกิจของคุณ กระแสเงินสดที่ดีหมายความว่าเงินเข้ามาและธุรกิจของคุณมีสุขภาพการเงินที่ดี แต่ถ้ามีเงินออกมากกว่าที่เข้ามา คุณจะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว
- เข้าใจภาษีการขาย: ภาษีการขายมีความซับซ้อนสำหรับบัญชีร้านออนไลน์ โดยเฉพาะหากคุณขายสินค้าให้กับลูกค้าในหลายประเทศ คุณควรเข้าใจจุดเกาะเกี่ยวในการจัดเก็บภาษี ของคุณและตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเก็บภาษีการขายได้อย่างถูกต้องและชำระภาษีไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีร้านออนไลน์
การบัญชีร้านออนไลน์ทำอย่างไร?
การบัญชีร้านออนไลน์เกี่ยวข้องกับการบันทึกธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งมักจะชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือระบบการชำระเงินดิจิทัลอื่นๆ ต่างจากร้านค้าปลีกทั่วไป ธุรกิจร้านออนไลน์ต้องติดตามและพิสูจน์ยอดยอดการขาย การคืนสินค้า การขอเงินคืน และการชำระเงินจากหลายแหล่ง เช่นPayPal และ Stripe นอกจากนี้ยังต้องบันทึกและติดตามสต็อกสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี และข้อมูลธุรกรรมอื่นๆ ด้วย
ปัญหาการบัญชีทั่วไปสำหรับร้านออนไลน์มีอะไรบ้าง?
การบัญชีสำหรับร้านออนไลน์มีปัญหาหลายอย่าง ได้แก่:
- การจัดการภาระภาษีการขาย: ปัญหาที่สำคัญคือต้องจัดการภาระภาษีการขายข้ามเขตพื้นที่ (หรือที่เรียกว่าจุดเกาะเกี่ยวทางเศรษฐกิจ) ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
- การจัดการสต็อกสินค้า: การจัดการสต็อกสินค้าในหลายๆ สถานที่ เช่น คลังสินค้า หรือศูนย์การจัดส่ง ทำให้การติดตามสินค้าเป็นเรื่องท้าทาย
- การติดตามค่าธรรมเนียมต่างๆ ของแพลตฟอร์ม: การขายบนแพลตฟอร์มร้านออนไลน์อาจมีค่าธรรมเนียมหลายประเภท เช่น ค่าธรรมเนียมจาก Shopify Amazon หรือeBay
- การจัดการการคืนสินค้า: ต้องมีระบบการจัดการการคืนสินค้าที่แม่นยำ เพื่อให้การบัญชีถูกต้องและไม่เกิดข้อผิดพลาด
- ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์: การไม่ได้รับข้อมูลที่ทันเวลาหรือไม่สามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้อาจทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของบัญชีร้านออนไลน์มีอะไรบ้าง?
การทำบัญชีและการจัดการทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจร้านออนไลน์ด้วยหลายเหตุผล:
- ติดตามกระแสเงินสด: การทำบัญชีที่ถูกต้องช่วยให้คุณสามารถติดตามการหมุนเวียนของเงินสดในธุรกิจและเข้าใจสุขภาพทางการเงินของบริษัท
- การตัดสินใจทางธุรกิจ: ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล เช่น การขยายธุรกิจการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการลดต้นทุน
- ปฏิบัติตามข้อบังคับ: การบัญชีที่ดีช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับภาษีและข้อกำหนดทางการเงิน
- ลดต้นทุนและเพิ่มยอดขาย: การวิเคราะห์ข้อมูลการบัญชีสามารถช่วยให้ธุรกิจระบุพื้นที่ที่สามารถลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้
- วางแผนภาษี: การติดตามข้อมูลทางการเงินช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและจัดการการชำระเงินของลูกค้าได้ดี
เราต้องมีนักบัญชีทำบัญชีร้านออนไลน์หรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจร้านออนไลน์ของคุณ หากธุรกิจของคุณเพิ่งเริ่มต้น อาจจะไม่จำเป็นต้องมีนักบัญชี แต่ถ้าธุรกิจของคุณเติบโตและเริ่มมีความซับซ้อนในด้านภาษีและปัญหาการเงินอื่นๆ การมีนักบัญชีอาจเป็นประโยชน์ในการช่วยจัดการเรื่องการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


