ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งแค่ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าที่คิดขึ้นมามีโอกาสไปต่อได้จริง การเข้าใจและวิเคราะห์ความต้องการตลาด คือขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเพื่อยืนยันไอเดียของตัวเอง หรือใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอเงินลงทุน
Nancy Twine ผู้ก่อตั้งแบรนด์ดูแลเส้นผม Briogeo เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี “ถ้าเราจะลาออกจากงานด้านการเงินเพื่อเริ่มธุรกิจของตัวเอง เราอยากมั่นใจจริง ๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมีศักยภาพ” เธอกล่าวไว้ในพอดแคสต์ Shopify Masters
เธอจึงเริ่มต้นจากการไปห้องสมุด เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รายงานแนวโน้มตลาด “เราอยากแน่ใจว่ากำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เติบโต และมีขนาดตลาดใหญ่พอที่จะมีลูกค้าให้ขายสินค้าได้จริง” Nancy กล่าว
การคำนวณความต้องการของตลาดหมายถึงการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่พฤติกรรมการซื้อ ความชอบ ไปจนถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้พื้นฐานของการประเมินและวิเคราะห์ความต้องการตลาดสำหรับสินค้าและบริการ ก่อนตัดสินใจเดินหน้ากับไอเดียธุรกิจของคุณอย่างจริงจัง
ความต้องการตลาดคืออะไร
- ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการตลาด
- ทำไมความต้องการตลาดจึงสำคัญ
- ความต้องการรายบุคคลต่างจากความต้องการตลาดอย่างไร
- เส้นโค้งอุปสงค์ของตลาดคืออะไร
ความต้องการตลาดหมายถึงปริมาณรวมของสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีทั้งความต้องการและความสามารถในการซื้อ ในระดับราคาที่แตกต่างกัน ภายในช่วงเวลาที่กำหนด การเข้าใจความต้องการตลาดเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์ความต้องการตลาด เพราะช่วยให้ธุรกิจนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจเรื่องการผลิต การตั้งราคา และการทำการตลาด ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและแนวโน้มของผู้บริโภค
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) เป็นหลักการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายว่า เมื่อปัจจัยอื่นคงที่ หากราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อน้อยลง และหากราคาลดลง ผู้บริโภคจะซื้อเพิ่มขึ้น หลักการนี้สามารถอธิบายผ่านเส้นโค้งอุปสงค์ ซึ่งเป็นกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปเส้นโค้งอุปสงค์จะมีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา
ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการตลาด
มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการตลาด โดยปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่
-
รายได้ของผู้ซื้อ การเปลี่ยนแปลงของรายได้ผู้บริโภคสามารถทำให้เส้นอุปสงค์ทั้งเส้นขยับได้ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าปกติมักเพิ่มตาม ขณะที่ความต้องการสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าทดแทนราคาถูกมักลดลง
-
ราคาของสินค้าที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าทดแทนหรือสินค้าที่ใช้ควบคู่กัน สามารถส่งผลต่อความต้องการของสินค้าเดิมได้โดยตรง
-
ความชอบของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงของรสนิยม เทรนด์ หรือค่านิยมของสังคม มีผลต่อความต้องการอย่างมาก ตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ทรงสกินนี่ที่เคยได้รับความนิยมช่วงต้นทศวรรษ 2010 แต่เริ่มได้รับความนิยมน้อยลงหลังปี 2016
- ความคาดหวังของผู้บริโภค การคาดการณ์เกี่ยวกับราคาหรือความพร้อมของสินค้าในอนาคต สามารถกระตุ้นหรือชะลอความต้องการในปัจจุบันได้ เช่น การเตือนภัยพายุเฮอริเคนที่ทำให้ผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้าจำเป็นอย่างน้ำดื่มและกระดาษชำระ
โดยรวมแล้ว ความต้องการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ปัจจัยเหล่านี้บางอย่างสามารถคาดการณ์ได้ เช่น ฤดูกาลหรือพฤติกรรมการซื้อซ้ำ ขณะที่บางปัจจัยอยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ทำไมความต้องการตลาดถึงสำคัญ
เมื่อมีผู้บริโภคจำนวนมากต้องการสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ปริมาณความต้องการจะเพิ่มขึ้น และราคาขายปลีกมักปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน เมื่อความต้องการตลาดลดลง ราคาก็มักลดลงเช่นกัน ในตลาดที่มีการแข่งขันจริง ย่อมเกิดการขึ้นลงของอุปสงค์และอุปทานอยู่ตลอดเวลา
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการคือการไม่คำนึงถึงความต้องการตลาดตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในขั้นตอนพัฒนาสินค้า คุณไม่ควรลงทุนมากเกินไปกับสินค้าที่ไม่มีคนซื้อ เพราะสต๊อกที่ค้างอยู่จะกระทบกำไรและกินพื้นที่คลังสินค้าโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความต้องการตลาดยังช่วยให้คุณวางแผนรับมือกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ และหลีกเลี่ยงการสต๊อกสินค้าเกินความจำเป็น
ในอีกด้านหนึ่ง คุณก็ต้องมั่นใจว่ามีสินค้าพร้อมขายเพียงพอสำหรับลูกค้าเช่นกัน สินค้าขาดสต๊อกไม่ใช่แค่ทำให้เสียโอกาสขาย แต่ยังอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการสร้างลูกค้าประจำในระยะยาว
ความต้องการรายบุคคล ต่างจากความต้องการตลาดยังไง
ความต้องการรายบุคคลหมายถึงสิ่งที่คนคนหนึ่งหรือครัวเรือนหนึ่งต้องการซื้อ ขณะที่ความต้องการตลาดมองภาพรวม โดยสรุปพฤติกรรมและแนวโน้มการซื้อของคนจำนวนมากในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่น คนที่รักสุนัขเป็นพิเศษ มักยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าที่เกี่ยวกับสุนัข เมื่อเทียบกับคนที่มีความสนใจทั่วไปหรือไม่ได้สนใจมากนัก อย่างไรก็ตาม ความชอบของคนกลุ่มเล็ก ๆ อาจไม่สะท้อนแนวโน้มของตลาดโดยรวม
ความต้องการตลาดในภาพรวมมักเรียกอีกอย่างว่า “อุปสงค์รวม” (aggregate demand) และเป็นสิ่งที่ควรใช้เป็นฐานข้อมูลหลักในการทำวิจัยตลาด
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในขั้นตอนการประเมินดีมานด์ เพราะการคาดการณ์ความต้องการตลาดควรอ้างอิงจากข้อมูลของผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่หลงใหลในสินค้าหรืออุตสาหกรรมของคุณเป็นพิเศษ หากใช้ข้อมูลจากความต้องการรายบุคคลเป็นหลัก อาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดทุนได้
เส้นโค้งอุปสงค์ของตลาดคืออะไร
เส้นโค้งความต้องการตลาดคือกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและพฤติกรรมการซื้อ โดยนำข้อมูลความต้องการรายบุคคลทั้งหมดมารวมกัน เพื่อสร้างเส้นโค้งของความต้องการตลาด
แกนตั้ง (แกน Y) แสดงระดับราคาที่แตกต่างกัน ส่วนแกนนอน (แกน X) แสดงจำนวนครั้งที่สินค้าถูกซื้อภายในช่วงเวลาที่กำหนดในแต่ละระดับราคา โดยทั่วไปจะมีเส้นความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งมักมีลักษณะลาดลง เนื่องจากเมื่อราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคมักซื้อน้อยลง
ในทางกลับกัน หากราคาสินค้าลดลง ความต้องการมักเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นโค้งแสดงการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์อย่างชัดเจน เส้นโค้งนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจผลกระทบของราคา ต่อพฤติกรรมการซื้อในตลาดโดยรวม

ดุลยภาพของตลาด (Market equilibrium) คือจุดที่อุปทานและอุปสงค์มาบรรจบกัน ซึ่งเป็นระดับราคาที่ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ เท่ากับปริมาณสินค้าที่ผู้ขายพร้อมจะขาย
ในตลาดเสรี ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์และอุปทานโดยไม่ถูกควบคุมจากภาครัฐ ราคามักจะปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพตามธรรมชาติ การเข้าใจว่าจุดดุลยภาพของตลาดอยู่ตรงไหน จะช่วยให้คุณตั้งราคาสินค้าได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรสูงสุด
นอกจากนี้ การติดตามเส้นโค้งความต้องการตลาดอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์ธุรกิจได้ทันเวลา เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น อาจเป็นจังหวะที่เหมาะในการปรับราคาสินค้า แต่ก็ควรระวังไม่ขึ้นราคาสูงเกินไปจนลูกค้าหันไปเลือกคู่แข่งแทน
วิธีระบุและวิเคราะห์ความต้องการตลาด
- เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด
- Google Ads
- การฟังเสียงผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย
- แบบสำรวจและการสัมภาษณ์
- ข้อมูลและแนวโน้มตลาด
- การวิเคราะห์คู่แข่ง
- ข้อมูลยอดขาย
มีหลายวิธีในการตรวจสอบว่าสินค้าของคุณมีตลาดรองรับหรือไม่ ต่อไปนี้คือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้คุณประเมินและวิเคราะห์ความต้องการตลาดได้อย่างเป็นระบบ
1. เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด
เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดช่วยให้คุณเห็นจำนวนการค้นหาของคำหรือวลีต่าง ๆ ภายในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วยประเมินได้ว่ามีคนสนใจสินค้าประเภทนั้นมากน้อยแค่ไหน เครื่องมือบางตัวแสดงข้อมูลเกือบเรียลไทม์ จึงเหมาะมากสำหรับการวิเคราะห์เทรนด์ใหม่ ๆ และช่วยให้คุณมองภาพรวมของตลาดได้ก่อนตัดสินใจลงมือจริงกับไอเดียสินค้า
ต่อไปนี้คือเครื่องมือที่คุณสามารถเริ่มใช้งานได้
-
Keyword Surfer ส่วนขยาย Google Chrome ฟรีจาก Surfer SEO ที่แสดงข้อมูลคีย์เวิร์ดบนหน้าผลการค้นหา (SERP) โดยตรง ไม่ต้องล็อกอินหรือเข้าแดชบอร์ดให้ยุ่งยาก
-
Google Keyword Planner เครื่องมือนี้ช่วยดูปริมาณการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนบน Google สำหรับคีย์เวิร์ดและคำที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น หากพิมพ์คำว่า “อุปกรณ์เสริม iPhone” ระบบจะแนะนำคีย์เวิร์ดใกล้เคียง ซึ่งสามารถใช้เป็นไอเดียสินค้าใหม่ และช่วยยืนยันความต้องการตลาดได้
- Google Trends เครื่องมือ SEO ฟรีที่แสดงแนวโน้มความนิยมของการค้นหาในรูปแบบเปรียบเทียบ เหมาะสำหรับดูการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์ตามช่วงเวลา คุณสามารถค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด วลี หรือหัวข้อ และกรองผลตามช่วงเวลา ประเทศ หรือแม้แต่จังหวัดได้
ที่มา Google Trends
2. Google Ads
การวิจัยคีย์เวิร์ดช่วยให้คุณรู้ว่ามีคนค้นหาไอเดียสินค้าของคุณมากแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่ามีคนสนใจ “ซื้อจริง” มากน้อยเพียงใด หากสินค้าของคุณอยู่ในหมวดใหม่หรือกำลังเริ่มต้น การทดสอบความต้องการตลาดด้วย Google Ads ที่พาไปยังหน้าแสดงความสนใจ (interest form) เป็นวิธีที่ได้ผล
Hero Packaging ใช้วิธีนี้เพื่อทดสอบดีมานด์ของซองพัสดุย่อยสลายได้ “ใครก็ตามที่ค้นหาคำว่า ‘sustainable packaging’ เราจะพาเขามาที่หน้าแลนดิ้งเพจนี้ และให้ตัวอย่างสินค้าฟรี” Anaita Sarkar ผู้ร่วมก่อตั้งกล่าวไว้ในพอดแคสต์ Shopify Masters
“ตอนนั้นเราคิดว่าน่าจะมีคนลงทะเบียนสัก 30–40 คนเพื่อขอตัวอย่างบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก แต่ภายในหนึ่งสัปดาห์ เราได้คนถึง 1,000 คน นั่นเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้เรารู้ว่า มีคนสนใจสินค้านี้จริง ๆ”
คุณไม่จำเป็นต้องแจกตัวอย่างสินค้าเหมือน Hero Packaging เสมอไป คุณอาจใช้โฆษณาเพื่อให้คนสมัครรับอีเมล และแจ้งให้พวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่ได้รู้ข่าวเมื่อสินค้า หรือแบรนด์ของคุณเปิดตัว
3. การฟังเสียงผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย
Social listening คือการติดตามบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับสินค้า อุตสาหกรรม หรือแบรนด์ของคุณ คุณอาจเริ่มแบบง่าย ๆ ด้วยการอ่านคอมเมนต์และโพสต์ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้เครื่องมือ social listening ที่ช่วยกรองข้อมูล เจาะพื้นที่เฉพาะ และสรุปรายงานเชิงวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลอื่น
Joanna Griffiths ผู้ก่อตั้งแบรนด์กางเกงในกันรั่ว Knix ใช้โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า “เราชอบพูดเสมอว่า ‘คำตอบอยู่ในคอมเมนต์’” เธอกล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters “ไอเดียสินค้าดี ๆ ของเราส่วนใหญ่มาจากความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของลูกค้านี่แหละ”
4. แบบสำรวจและการสัมภาษณ์
การขอความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรงช่วยให้คุณเข้าใจว่าพวกเขาสนใจไอเดียสินค้าของคุณหรือไม่ และต้องการฟีเจอร์อะไรบ้างก่อนตัดสินใจซื้อ คุณสามารถจัดสัมภาษณ์ หรือส่งแบบสอบถาม เพื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้
คุณอาจใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางรวบรวมความคิดเห็น หรือเริ่มจากคนรอบตัว แล้วให้พวกเขาช่วยบอกต่อเพื่อขยายกลุ่มตัวอย่าง
5. ข้อมูลและแนวโน้มตลาด
การวิเคราะห์ความต้องการตลาดไม่ได้ดูแค่ความสนใจในสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าใจตลาดเป้าหมาย และสิ่งที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายจริง
Nancy Twine จาก Briogeo เล่าว่าเธอไปห้องสมุดเพื่อเข้าถึงรายงานแนวโน้มตลาด และศึกษาอุตสาหกรรมใหม่ในช่วงเริ่มต้น “เราทำรีเสิร์ชเยอะมาก เพื่อดูว่าความงามแบบคลีนจะเป็นแค่กระแสชั่วคราว หรือเป็นเทรนด์ที่อยู่ยาว” เธอกล่าว
6. การวิเคราะห์คู่แข่ง
การเข้าใจผลของราคาต่อความต้องการตลาดเป็นอีกขั้นตอนสำคัญ การวิเคราะห์คู่แข่งจะช่วยให้คุณประเมินระดับราคาที่เหมาะสมในตลาดได้
Genna Tatu เจ้าของแบรนด์ Crochet by Genna ใช้วิธีนี้ในการตั้งราคาลายถักโครเชต์ของเธอ “เราชอบดูภาพรวมของตลาด” เธอกล่าว “เราจะเข้าไปดูใน Etsy ค้นหาลายที่คล้ายกับของเรา ดูว่าคู่แข่งตั้งราคาอย่างไร แล้ววางตำแหน่งราคาของตัวเองให้อยู่ในระดับเฉลี่ย”
Genna เลือกใช้วิธีนี้ เพราะเธอพบว่าการตั้งราคาสูงเกินไป แม้จะได้รายได้ต่อลายมากขึ้น แต่กลับดึงดูดผู้ซื้อน้อยลง
7. ข้อมูลยอดขาย
ที่มา Shopify
หากคุณเปิดตัวแบรนด์ไปแล้ว คุณสามารถใช้ข้อมูลยอดขายเพื่อวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าของคุณขายได้ดีแค่ไหนในแต่ละระดับราคา และมีช่วงที่ยอดขายขึ้นหรือลงอย่างไรบ้าง เครื่องมือ Shopify Analytics ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลของร้านค้าแบบเรียลไทม์ ทำให้ติดตามประสิทธิภาพการขายและปรับกลยุทธ์ได้ทันที
วิธีคำนวณความต้องการตลาดของสินค้า
การคำนวณความต้องการตลาดของสินค้าจำเป็นต้องเริ่มจากการดูความต้องการรายบุคคลก่อน เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร
ในตัวอย่างสมมติแบบง่ายนี้ สมมติว่าคุณขาย “เคส iPhone ลาย Taylor Swift” ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดแบบ long-tail ที่คุณพบจาก Google Keyword Planner ระหว่างค้นหาคำว่า “อุปกรณ์เสริม iPhone” ต่อไปนี้คือขั้นตอนการคำนวณความต้องการตลาดสำหรับเคสโทรศัพท์ของคุณ
รวบรวมความต้องการรายบุคคล
ความต้องการรายบุคคล คือจำนวนสินค้าที่ลูกค้าแต่ละคนซื้อในแต่ละระดับราคา
|
ราคา (THB) |
199 ฿ |
399 ฿ |
599 ฿ |
799 ฿ |
|
Riley ซื้อ |
6 |
4 |
2 |
1 |
|
Sandra ซื้อ |
4 |
2 |
1 |
0 |
|
Olive ซื้อ |
2 |
1 |
0 |
0 |
รวมความต้องการรายบุคคลทั้งหมด
หากคุณต้องการรู้ว่าความต้องการตลาดอยู่ที่ระดับราคา 599 บาทอยู่ตรงไหน เพียงนำจำนวนการซื้อของลูกค้าแต่ละคนในราคานั้นมารวมกัน
โดยตัวอย่างนี้ ได้แก่
- Riley จะซื้อ 2 ชิ้น
- Sandra จะซื้อ 1 ชิ้น
- Olive จะซื้อ 0 ชิ้น
ดังนั้น ความต้องการตลาดรวมที่ราคา 599 บาท จะเท่ากับ 3 ชิ้น
|
ราคา (THB) |
ปริมาณความต้องการรวม |
|
199 ฿ |
12 |
|
399 ฿ |
7 |
|
599 ฿ |
3 |
|
799 ฿ |
1 |
พล็อตข้อมูลลงบนกราฟ
หลังจากรวมความต้องการรายบุคคลเพื่อคำนวณความต้องการตลาดในแต่ละระดับราคาแล้ว คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปพล็อตลงบนกราฟ โดยให้
- แกนตั้ง (Y-axis) แทนระดับราคา
- แกนนอน (X-axis) แทนปริมาณความต้องการสินค้า
เมื่อพล็อตครบทุกจุด คุณจะได้เส้นโค้งความต้องการตลาดที่มีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดจริง คือเมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการจะลดลง

ใช้สูตรคำนวณอุปสงค์
สมมติว่าคุณต้องการรู้ความต้องการของสินค้าในทุกระดับราคา ไม่ใช่แค่ราคา 399 บาท แต่รวมถึงราคาที่ละเอียดขึ้น เช่น 429 หรือ 459 บาท ในกรณีนี้ คุณจำเป็นต้องใช้สูตรคำนวณความต้องการ (demand formula)
สูตรอุปสงค์คือ Qd = a − bP
โดยที่:
- Qd คือปริมาณความต้องการสินค้า หรือจำนวนสินค้าที่ผู้บริโภคคาดว่าจะซื้อในระดับราคาหนึ่ง
- a คือความต้องการพื้นฐานเมื่อราคาสินค้าเป็นศูนย์ ตัวแปรนี้สะท้อนปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ราคา เช่น ความนิยมของแบรนด์ เทรนด์ หรือความจำเป็นของสินค้า
- b คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของความต้องการเมื่อราคาเปลี่ยน ค่า b แสดงถึงความอ่อนไหวของผู้บริโภคต่อราคา และในกรณีของเส้นอุปสงค์ ค่า b จะเป็นค่าลบเสมอ เพราะเมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการมักลดลง
- P คือราคาของสินค้าในระดับที่ต้องการคำนวณ
การใช้สูตรนี้ช่วยให้คุณประเมินความต้องการตลาดได้ละเอียดขึ้นในแต่ละระดับราคา ซึ่งมีประโยชน์มากในการตั้งราคา ทดสอบจุดราคาที่เหมาะสม และวางกลยุทธ์การขายอย่างมีข้อมูลรองรับ
ตัวอย่างการวิเคราะห์ความต้องการตลาด
ก่อนจะสร้างธุรกิจให้เติบโต แบรนด์เหล่านี้ได้นำไอเดียของตัวเองไปทดสอบตลาดในหลายรูปแบบ เพื่อยืนยันว่ามีความต้องการจริง เรียนรู้ว่าพวกเขาใช้การวิจัยและการวิเคราะห์ความต้องการตลาดอย่างไร เพื่อค้นหาช่องว่างในตลาดก่อนจะสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
Ridge
เมื่อทีมงานของ Ridge แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องกระเป๋าสตางค์โลหะ ตัดสินใจขยายไลน์สินค้าไปสู่แหวนผู้ชาย กลยุทธ์ของพวกเขาคือการเข้าไปจับส่วนเล็ก ๆ ของตลาดที่กำลังเติบโต Sean Frank ซีอีโอของ Ridge เล่าว่า ระหว่างที่เขากำลังเลือกซื้อแหวนแต่งงาน เขาสังเกตเห็นโอกาสบางอย่าง
“ธุรกิจแหวนผู้ชายในอดีตมักเป็นแค่สินค้าขายพ่วงในร้านจิวเวลรี่” เขากล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters
นั่นหมายความว่าร้านเหล่านี้ยังไม่ได้โฟกัสกับผู้ซื้อออนไลน์อย่างจริงจัง Ridge จึงเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนี้ “สำหรับเรา แหวนยังไม่มีอยู่เลยในปี 2022” เขาเสริม “แต่ในปี 2023 แหวนกลายเป็นธุรกิจระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไป”
Hatch
Hatch คือแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงก่อน ระหว่าง และหลังตั้งครรภ์ Ariane Goldman ผู้ก่อตั้งมองเห็นว่าการตั้งครรภ์ยังเป็นเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูดถึงในที่ทำงาน
“หลายคนต้องปกปิดเรื่องนี้ ไม่กล้าบอกหัวหน้า เพราะกลัวจะเสียงาน” เธอกล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters
ประสบการณ์นี้ทำให้ Ariane เห็นช่องว่างในตลาด โดยเฉพาะในฐานะคนที่เผชิญปัญหานี้ด้วยตัวเอง “ผู้หญิงตั้งครรภ์หน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา คุณรู้ได้เลยว่ามีดีมานด์อยู่จริง และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีพื้นที่ให้สื่อสารและสร้างสินค้าได้” เธอกล่าว “การเริ่มต้นจากความต้องการของตัวเอง ทำให้เราสร้างแบรนด์ที่พูดกับผู้หญิงคนอื่นได้ตรงจุด”
P.F. Candle Co.
ในช่วงเริ่มต้นของ P.F. Candle Co. โดย Kristen Pumphrey ผู้ก่อตั้ง มักออกบูธตามงานคราฟต์แฟร์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ของเธอ ซึ่งสังเกตเห็นโอกาสบางอย่าง
“เขาอยู่หน้าบูธในงานเหล่านั้น และมักบอกว่าของสำหรับผู้ชายแทบไม่มีเลย” Kristen เล่าในพอดแคสต์ Shopify Masters
นั่นทำให้เธอเกิดไอเดียพัฒนาเทียนหอมที่เป็นกลางทางเพศ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ถูกมองข้าม “เราออกแบบแพ็กเกจของเทียนให้ดูเป็นยูนิเซ็กซ์ และนั่นกลายเป็นจุดยืนของแบรนด์เราในตลาด” เธอกล่าว “ผลลัพธ์คือเรามีฐานลูกค้าผู้ชายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมประมาณ 5–10% จนปัจจุบันเพิ่มเป็นราว 30%”
การพบความต้องการของตลาด คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
การมีไอเดียธุรกิจที่น่าตื่นเต้นเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการประเมินไอเดียนั้นอย่างมีเหตุผลและเป็นกลาง ด้วยการตรวจสอบว่ามีความต้องการรวมของตลาดรองรับจริงหรือไม่ เมื่อคุณเข้าใจความต้องการตลาดอย่างชัดเจน การคาดการณ์ยอดขายและการวางแผนสต๊อกจะทำได้แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงจากการสั่งสินค้ามากหรือน้อยเกินไป และเมื่อมีข้อมูลวิจัยตลาดรองรับ คุณก็สามารถเปิดตัวไอเดียได้อย่างมั่นใจ ในตลาดที่ต้องการสินค้าของคุณจริง ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความต้องการตลาด
องค์ประกอบ 3 ข้อที่กำหนดความต้องการของสินค้า มีอะไรบ้าง
ความต้องการของสินค้าหรือบริการจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ผู้บริโภคต้องมีความต้องการหรือความสนใจในสินค้าหรือบริการนั้น
- ผู้บริโภคต้องมีความตั้งใจที่จะซื้อ
- ผู้บริโภคต้องมีทรัพยากรหรือกำลังซื้อเพียงพอในการจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ
หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ความต้องการในเชิงตลาดก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ความต้องการตลาดมีกี่ประเภท
ความต้องการตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- ความต้องการเชิงลบ เกิดขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ชอบสินค้า และไม่ต้องการซื้อ แม้จะตั้งราคาต่ำก็ตาม
- ไม่มีความต้องการ เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคไม่รู้จักสินค้า หรือไม่ได้สนใจสินค้านั้นเลย
- ความต้องการแฝง เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าอย่างชัดเจน แต่สินค้าหรือบริการนั้นยังไม่มีในตลาด หรือยังไม่ถูกพัฒนาออกมา
จะเพิ่มความต้องการของสินค้าได้อย่างไร
แม้ความต้องการตลาดจะได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย แต่มีแนวทางสำคัญที่ช่วยกระตุ้นดีมานด์ได้ ได้แก่
- ทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้า
- ใช้การวิจัยตลาดเพื่อเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้า แล้วสื่อสารว่าสินค้าของคุณช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร
- ให้ความรู้กลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับคุณค่าและประโยชน์ของสินค้า หรือบริการ
- ใช้ข้อเสนอแบบจำกัดเวลา หรือความขาดแคลนที่แท้จริง เพื่อสร้างความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ
- ลงทุนกับการพัฒนาสินค้า การตลาด และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เส้นอุปสงค์และอุปทานคืออะไร
เส้นอุปสงค์ คือกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้า กับปริมาณที่ผู้บริโภคยินดีซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนเส้นอุปทาน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสินค้าที่ผู้ขายพร้อมจะเสนอขาย กับราคาของสินค้านั้น เมื่อนำเส้นอุปสงค์และอุปทานมาวาดร่วมกัน จะช่วยให้เห็นจุดดุลยภาพของตลาดซึ่งเป็นระดับราคาที่อุปสงค์และอุปทานมาบรรจบกัน


