จากรายงาน Ecommerce Growth Guide ของ Shopifyตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2024 ปริมาณคำสั่งซื้อในร้านออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 49% นอกจากนี้ยังเห็นการเติบโตของคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่ ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ และคำสั่งซื้อผ่านมือถือ การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังเติบโตในทุกมิติ ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสมหาศาลสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ หากคุณเริ่มต้นได้อย่างถูกทางตั้งแต่แรก
เคล็ดลับสำหรับการเปิดร้านออนไลน์เหล่านี้จะช่วยวางรากฐานให้คุณ และพาธุรกิจออนไลน์ของคุณมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ
18 เคล็ดลับสำหรับการเปิดร้านออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ
- ค้นหาช่องว่างในตลาด
- ตรวจสอบความต้องการผลิตภัณฑ์ของคุณ
- ใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ร้านออนไลน์ฟรี
- รู้จักลูกค้าเป้าหมายของคุณ
- ลงทุนออกแบบเว็บไซต์ให้ดี
- ปรับปรุงหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณ
- สร้างแผนการตลาดที่มั่นคง
- ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่ง
- สร้างหน้าเกี่ยวกับเรา
- ตั้งค่าอีเมลการตลาดของคุณ
- โปรโมทธุรกิจของคุณบนโซเชียลมีเดีย
- ลงทุนในการปรับแต่ง SEO
- สร้างนโยบายการคืนสินค้า
- ทำบล็อก
- ตั้งเครื่องมือธุรกิจ
- เสนอการสนับสนุนลูกค้าที่ดีเยี่ยม
- ร่วมมือกับแบรนด์อื่น
- เสนอการจัดส่งฟรี
1. ค้นหาช่องว่างในตลาด
ขั้นตอนแรกในการเริ่มต้นธุรกิจใดๆ คือการค้นหาความต้องการและเติมเต็มความต้องการนั้น เมื่อพูดถึงการเปิดร้านออนไลน์ คุณต้องค้นหาช่องทางที่ยังไม่ได้รับการบริการหรือบริการไม่เพียงพอ ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำการวิจัยตลาด ดูแนวโน้ม หรือแม้แต่พูดคุยกับลูกค้าเป้าหมาย
คุณอาจอยากกระโดดลงมือทำทันทีโดยไม่ศึกษาคู่แข่งหรือประเมินตลาดก่อน อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาสร้างจุดขายที่แตกต่างอย่างชัดเจน และทำความเข้าใจว่าคุณจะมอบคุณค่าอะไรในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ถือเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า
ตลาดออนไลน์เช่น Amazon, eBay และ Etsy ทำอะไรได้ดี และอะไรที่ยังทำได้ไม่ดี อ่านรีวิวเพื่อมองหาแพตเทิร์นของความไม่พอใจ และสิ่งที่ผู้บริโภคยังขาดอยู่
2. ตรวจสอบความต้องการผลิตภัณฑ์ของคุณ
ก่อนที่จะลงทุนเวลาและเงินในการสร้างผลิตภัณฑ์ สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่ามีความต้องการผลิตภัณฑ์นั้นในตลาด
การตรวจสอบความเป็นไปได้ของไอเดียสินค้า จะช่วยลดความเสี่ยงในการล้มเหลว และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ เพราะทำให้คุณรู้ว่าสินค้านั้นตอบโจทย์ความต้องการ หรือมีดีมานด์สูงจริงไหม ก่อนที่จะลงทุนลงแรงและใช้เงินจำนวนมาก
หนึ่งในวิธีตรวจสอบความเป็นไปได้ของไอเดียสินค้า คือการขอความคิดเห็นตั้งแต่ช่วงแรกของการพัฒนา ฟีดแบ็กจากลูกค้าจะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการที่แท้จริง และปรับสินค้าได้ก่อนนำออกสู่ตลาด นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถให้ความคิดเห็นเรื่องราคา บรรจุภัณฑ์ และไอเดียการตลาด ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างมากต่อความสำเร็จของร้านค้าออนไลน์
3. ใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ร้านออนไลน์ฟรี
เครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำหรับร้านออนไลน์ เป็นวิธีเปิดร้านค้าออนไลน์ที่คุ้มค่า เพราะคุณสามารถสร้างเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพได้ โดยไม่ต้องจ้างเว็บดีไซเนอร์ หรือใช้เงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น
แม้คุณจะไม่มีประสบการณ์ด้านเทคนิคมาก่อน ก็ยังสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้วยแพลตฟอร์มร้านออนไลน์ดีๆ อย่าง Shopify
Shopify มีทุกอย่างที่คุณต้องใช้ในการเปิดและบริหารร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น
- โฮสติ้ง: บริการโฮสต์เว็บไซต์ที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณเข้าถึงได้บนอินเทอร์เน็ต
- ความปลอดภัย: ระบบความปลอดภัยของ Shopify ได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI DSS Level 1 ผ่านการตรวจสอบ SOC และมีความโปร่งใส
- หน้าชำระเงิน Shopify Checkout: สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ รองรับเกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัย และช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้เฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 15%
- บริการช่วยเหลือลูกค้า: Shopify App Store มีปลั๊กอินให้เลือกใช้หลายร้อยรายการ เพื่อช่วยจัดการและทำระบบบริการลูกค้าให้เป็นอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องทำ: ใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ปรับแต่งได้เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างเว็บไซต์สวยๆ ได้ภายในไม่กี่นาที ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านโค้ดดิ้ง และยังสามารถจัดการเรื่องเว็บโฮสติ้งกับโดเมนได้ง่ายๆ หลังออกแบบเสร็จทันที
4. รู้จักลูกค้าเป้าหมายของคุณ
ถ้าอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้จักลูกค้าในอุดมคติของตัวเองให้ชัด พวกเขาเป็นใคร ชอบอะไร และต้องการอะไร เมื่อคุณเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว คุณก็จะสามารถสร้างสินค้า คอนเทนต์ และกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์พวกเขาได้ตรงจุดมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าเป้าหมายของคุณคือผู้ประกอบการที่งานยุ่ง เสื้อผ้าที่คุณขายอาจออกแบบให้ใส่ได้ตั้งแต่กลางวันยาวไปถึงกลางคืน หรือเลือกลงโฆษณาในแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งานจริง อย่าง LinkedI
5. ลงทุนออกแบบเว็บไซต์ให้ดี
การออกแบบเว็บไซต์คือปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจร้านออนไลน์ ด้วยเหตุผลหลักสามข้อ
- เว็บไซต์คือสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็น หากดีไซน์ไม่น่าใช้งาน ลูกค้าจะกดออกทันที และแทบไม่กลับมาอีก
- เว็บไซต์ส่งผลต่ออัตราคอนเวอร์ชันอย่างมาก ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว การออกแบบที่ดีและใช้งานได้จริงช่วยให้ลูกค้าหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น
- เว็บไซต์ที่ดีช่วยให้คุณโดดเด่นกว่าคู่แข่ง หน้าโฮมเพจและหน้าสินค้าที่ออกแบบอย่างตั้งใจ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
การออกแบบที่ดีต้องแสดงผลได้ดีทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ เพราะคำสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากอุปกรณ์มือถือ โดยปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นถึง 44% ตั้งแต่ปี 2021 ดังนั้นธีมที่รองรับมือถือจึงสำคัญต่อการดึงความสนใจของลูกค้า
Shopify Themes Store มีธีมให้เลือกมากกว่า 100 แบบ ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน แต่ละธีมมีสไตล์และฟีเจอร์ที่แตกต่างกัน คุณสามารถเลือกธีมที่สร้างโดยนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Happy Cog, Clearleft, และ Pixel Union ได้ด้วย

6. ปรับปรุงหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณ
เพิ่มยอดขายร้านออนไลน์ได้มากขึ้น ด้วยการลงทุนกับหน้าสินค้าของคุณให้จริงจัง หน้าสินค้าคือพื้นที่ที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าหน้าตาเป็นอย่างไร ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และถูกโน้มน้าวให้ตัดสินใจซื้อ การออกแบบที่สะอาดตา คำอธิบายสินค้าที่น่าสนใจ และรีวิวหรือคำยืนยันจากลูกค้า ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควรมีในหน้าสินค้า
รับแรงบันดาลใจ: 19 หน้าเว็บขายของที่ดีที่สุด
7. สร้างแผนการตลาดที่มั่นคง
เบื้องหลังร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จทุกแห่ง ล้วนมีแผนการตลาดรองรับ การวางแผนช่วยให้คุณใช้เงินการตลาดได้คุ้มค่า ติดตามกลยุทธ์ เป้าหมาย และต้นทุนได้อย่างชัดเจน หากไม่มีแผน ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนสปาเกตตีใส่กำแพงแล้วหวังว่าจะมีอะไรติดมาบ้าง
8. ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่ง
การถ่ายภาพสินค้าความละเอียดสูงตั้งแต่ตอนเปิดร้านค้าออนไลน์ จะช่วยให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของคุณมีคุณภาพ และยังช่วยเพิ่มยอดขายได้ด้วย
คุณสามารถถ่ายภาพสินค้าออกมาให้ดูดีได้ด้วยสมาร์ตโฟน หรือใช้กล้องระดับเริ่มต้นอย่าง Nikon D3500 ก็ได้ หากถ่ายที่บ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเลือกพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ภาพสินค้าควรคมชัด เน้นจุดเด่นของสินค้า และถ่ายให้เห็นจากหลายมุม
9. สร้างหน้าเกี่ยวกับเรา
ลูกค้าที่อาจสนใจอยากรู้ว่าคุณเป็นใคร ยืนหยัดเรื่องอะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะฉะนั้น อย่าลืมสร้างหน้าเกี่ยวกับเรา ที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์ให้ชัดเจนและน่าจดจำ
หน้าเกี่ยวกับของคุณควรได้รับการออกแบบให้ตรงกับสไตล์โดยรวมของเว็บไซต์ของคุณ ใช้ฟอนต์ สี และภาพเดียวกันเพื่อทำให้รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ของคุณ
รับแรงบันดาลใจ: เขียนหน้าเกี่ยวกับเราให้ตรงจุด
10. ตั้งค่าอีเมลการตลาดของคุณ
อีเมลเป็นหนึ่งในช่องทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการดึงดูดลูกค้าใหม่ และในขณะที่ช่องทางอื่น ๆ เช่น การค้นหา อาจใช้เวลานานในการสร้างการเข้าชมแบบออร์แกนิก การตลาดผ่านอีเมลจึงสร้างผลลัพธ์ได้ทันที และนั่นเป็นเหตุผลที่คุณควรลงทุนในการสร้างรายชื่ออีเมลเพื่อโปรโมตร้านค้าของคุณ
อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทั้งหมดไปกับการเขียนและส่งอีเมลเอง ทำให้ง่ายขึ้นด้วยการตั้งค่าแคมเปญอีเมลมาร์เก็ตติ้งแบบอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านของคุณ
ตัวอย่างแคมเปญที่ทำได้ เช่น
- ส่งอีเมลต้อนรับผู้สมัครใหม่ พร้อมมอบข้อเสนอจูงใจให้สั่งซื้อ
- ส่งอีเมลหลังการขายให้ลูกค้าใหม่ เพื่อแนะนำสินค้าต่อเนื่องและสร้างความประทับใจ
- ส่งอีเมลเตือนลูกค้าที่ทิ้งตะกร้าไว้ ให้กลับมาซื้อให้เสร็จ
11. โปรโมทธุรกิจของคุณบนโซเชียลมีเดีย
เมื่อคุณพร้อมเริ่มโปรโมตร้านค้าออนไลน์ ให้สร้างบัญชีโซเชียลมีเดียบนแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้งานมากที่สุด
โพสต์คอนเทนต์ที่น่าสนใจเพื่อดึงความสนใจให้คนอยากรู้จักสินค้า ใช้ภาพคุณภาพสูง เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ และคำกระตุ้นการตัดสินใจที่สะดุดตา เพื่อเพิ่มเอ็นเกจเมนต์ให้ได้มากที่สุด
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมสำหรับร้านออนไลน์ ได้แก่
- Facebook: โซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นช่องทางที่ดีในการเชื่อมต่อกับลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อ
- Instagram: แพลตฟอร์มสายภาพ เหมาะสำหรับแชร์รูปและวิดีโอสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นสินค้าขณะใช้งานจริง
- X: โซเชียลมีเดียที่รวดเร็ว เหมาะกับการอัปเดตข่าวสาร สินค้าใหม่ และโปรโมชัน
- Pinterest: แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการค้นพบสินค้า ผู้ใช้สามารถบันทึกรูปภาพไว้เป็นไอเดีย
- TikTok: แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียน้องใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เหมาะมากสำหรับวิดีโอสั้น แนะนำสินค้า และคอนเทนต์เบื้องหลังแบรนด์
เรียนรู้เพิ่มเติม: 15 วิธีทำ Social Media Marketing ให้กับธุรกิจ
12. ลงทุนในการปรับแต่ง SEO
แม้การทำให้เห็นผลจะต้องใช้เวลา แต่เสิร์ชเอนจินถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่ช่วยสร้างทราฟฟิกให้เว็บไซต์ได้อย่างสม่ำเสมอ และเติบโตได้ในระยะยาว
กลยุทธ์ด้านการค้นหาที่มีประสิทธิภาพจะประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์คีย์เวิร์ด การทำรีเสิร์ชคีย์เวิร์ดเชิงลึก การปรับโครงสร้างและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้เหมาะสม เช่น หน้าหมวดหมู่สินค้า ไปจนถึงการสร้างลิงก์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ
แม้จะเป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างหนัก แต่คุณสามารถค่อยๆ ทำไปเบื้องหลังได้ ในขณะที่ร้านค้าของคุณเริ่มมีคนรู้จักและเติบโตขึ้น
เรียนรู้เพิ่มเติม: คู่มือทำ eCommerce SEO การตลาดแบบฉบับคนรันวงการ
13. สร้างนโยบายการคืนสินค้า
นโยบายการคืนสินค้าช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่อาจตัดสินใจซื้อ และยังช่วยเพิ่มยอดขายได้ด้วย ควรระบุขั้นตอนการคืนสินค้าให้ชัดเจน ว่าสินค้าประเภทใดสามารถคืนได้ และลูกค้ามีระยะเวลากี่วันในการคืนสินค้า อย่าลืมใส่ข้อมูลติดต่อไว้ด้วย เผื่อลูกค้ามีคำถามหรือต้องการความช่วยเหลือ
เรียนรู้เพิ่มเติม: วิธีเขียนนโยบายการคืนสินค้า พร้อมตัวอย่างใช้ฟรี
14. ทำบล็อก
การทำบล็อกเป็นวิธีที่ดีมากในการโปรโมตเว็บไซต์ร้านออนไลน์ของคุณ หากทำอย่างถูกวิธี บล็อกจะช่วยดึงทราฟฟิกเข้ามา และถ่ายทอดไลฟ์สไตล์รอบๆ สินค้าของคุณได้อย่างมีพลัง
ใช้บล็อกของตัวเองเป็นช่องทางดึงคนเข้าเว็บไซต์และโปรโมตสินค้า เมื่อทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำบล็อกจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกจากเสิร์ชเอนจิน ดึงดูดลูกค้า และยังสามารถไปสะดุดตาสื่อหรือบล็อกเกอร์ชื่อดัง ที่อาจหยิบแบรนด์ของคุณไปเขียนถึงต่อได้อีกด้วย
15. ตั้งเครื่องมือธุรกิจ
Shopify App Store เต็มไปด้วยเครื่องมือด้านการขายและการตลาดที่สามารถช่วยให้คุณจัดการและขยายร้านออนไลน์ที่มีกำไร
มีแอปพลิเคชันที่ช่วยในทุกอย่าง ตั้งแต่การบัญชี ไปจนถึงการตลาดผ่านอีเมลและโซเชียลมีเดีย คุณสามารถใช้ประโยชน์จากแอป Shopify ฟรีหลายร้อยแอป หรือจ่ายเงินซื้อปลั๊กอินพรีเมียม เพื่อรับฟีเจอร์เพิ่มเติม และขยายฟังก์ชันการทำงานของร้านค้าของคุณได้อีกด้วย
เรียนรู้เพิ่มเติม: ขยายธุรกิจด้วย 20 แอป Shopify ฟรีที่ดีที่สุดที่ร้านค้าออนไลน์ต้องมี!
16. เสนอการสนับสนุนลูกค้าที่ดีเยี่ยม
การให้บริการลูกค้าที่ดีเยี่ยมคือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ธุรกิจของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง คุณสามารถให้การซัพพอร์ตลูกค้าได้ผ่านไลฟ์แชต อีเมล โทรศัพท์ หรือโซเชียลมีเดีย
ควรตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถยกระดับการบริการได้ด้วยการเตรียมแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์บนเว็บไซต์ เช่น คู่มือสินค้า ตารางไซซ์ และหน้า FAQ
17. ร่วมมือกับแบรนด์อื่น
การร่วมมือกับแบรนด์อื่นหรืออินฟลูเอนเซอร์เป็นวิธีที่ดีมากในการโปรโมตร้านค้าออนไลน์ คุณสามารถจับมือกับแบรนด์ที่สินค้าเสริมกัน เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าซึ่งกันและกัน
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขายเสื้อผ้าเด็ก ก็อาจร่วมงานกับแบรนด์อาหารเด็กหรืออินฟลูเอ็นเซอร์สายคุณแม่ หรือถ้าคุณขายของแต่งบ้าน ก็สามารถคอลแลบกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ได้เช่นกัน
18. เสนอการจัดส่งฟรี
การจัดส่งฟรีเป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยเพิ่มยอดขายและตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้ เมื่อมีบริการจัดส่งฟรี ร้านออนไลน์ต่างๆ พบว่า อัตราการทิ้งตะกร้าลดลงเหลือเพียงเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับตอนที่ลูกค้าต้องจ่ายค่าจัดส่งแยกต่างหาก
การจัดส่งฟรียังช่วยสร้างความภักดีให้กับลูกค้า เพราะลูกค้ารู้สึกดีที่ไม่ต้องเสียค่าจัดส่งเพิ่ม หากคุณสามารถเสนอการจัดส่งฟรีได้โดยไม่กระทบกำไร ก็ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ยอดเยี่ยมสำหรับร้านค้าร้านออนไลน์ของคุณ
ใช้เทคนิคเปิดร้านออนไลน์ เริ่มธุรกิจของคุณวันนี้
เมื่อคุณรู้แล้วว่าจะเริ่มต้นร้านค้าออนไลน์ของตัวเองอย่างไร ก็ถึงเวลาลงมือจริง ใช้เช็กลิสต์ร้านออนไลน์นี้ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเตรียมทุกอย่างครบแล้ว จากนั้นก็ออกไปเริ่มขายได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคนิคเปิดร้านออนไลน์
การเปิดร้านค้าออนไลน์ทำกำไรได้หรือไม่
สามารถทำกำไรได้ แต่ไม่มีอะไรรับประกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทสินค้า กลุ่มเป้าหมาย โมเดลธุรกิจ และกลยุทธ์การตลาดของคุณ
ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเปิดร้านค้าออนไลน์
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสินค้าที่ขายและรูปแบบธุรกิจ หลักการที่ดีคือควรมีเงินสำรองพอสำหรับค่าสต็อกสินค้า ค่าจัดส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างน้อยหกเดือน
ข้อดีของการเปิดร้านออนไลน์มีอะไรบ้าง
มีข้อดีหลายอย่าง เช่น การเข้าถึงตลาดทั่วโลก โอกาสในการเพิ่มกำไร และความสะดวกในการเปิดขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ก็มีความเสี่ยง เช่น ยอดขายไม่เป็นไปตามคาด ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนพอสมควร รวมถึงความเสี่ยงจากการโกงและการโจมตีทางไซเบอร์
ควรขายสินค้าอะไรทางออนไลน์ดี
สินค้าที่เหมาะกับการขายออนไลน์คือสินค้ายอดนิยมและมีความต้องการสูง เช่น สินค้าความงามหรือเสื้อผ้า นอกจากนี้ควรคำนึงถึงค่าจัดส่งและความสะดวกในการขนส่งด้วย
ตามเทคนิคเปิดร้านออนไลน์ ควรมีวิธีชำระเงินแบบใดบ้าง
วิธีชำระเงินที่ควรมีในร้านค้าออนไลน์ ได้แก่
- บัตรเครดิตและบัตรเดบิต เช่น Visa Mastercard และ American Express
- Shop Pay ซึ่งผู้ใช้งานเลือกใช้การชำระเงินแบบนี้ถึงหกสิบแปดเปอร์เซ็นต์เมื่อมีให้บริการ
- Apple Pay และ Google Pay
- ตัวเลือกซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เช่น Shop Pay Installments, Klarna และ Affirm
เทคนิคเปิดร้านออนไลน์โดยไม่ใช้เงิน ทำได้อย่างไรบ้าง
คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการใช้ช่วงทดลองใช้งานฟรีของ Shopify เพื่อสร้างหน้าร้านออนไลน์ จากนั้นใช้ระบบดรอปชิป เช่น Collective เพื่อขายสินค้าจากแบรนด์อื่นบน Shopify หรือเชื่อมต่อแอปดรอปชิปเพื่อเข้าถึงซัพพลายเออร์จากทั่วโลก โดยไม่ต้องสต็อกสินค้าล่วงหน้า


