คุณรู้จักลูกค้าในอุดมคติของคุณดีแค่ไหน?
อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้น? หรือพูดให้ชัดเจนกว่านั้น อะไรที่ทำให้พวกเขากดซื้อและกลายเป็นลูกค้าประจำของคุณ?
สำหรับผู้บริโภค ไม่มีความรู้สึกไหนที่ดีไปกว่าการพบเจอกับสินค้าที่สร้างมาเพื่อเราอย่างแท้จริง ขณะที่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ การสร้างประสบการณ์นี้ให้กับลูกค้า ก็เหมือนการมอบความรู้สึกที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจของคุณเอง เมื่อสินค้าตรงใจลูกค้าอย่างแท้จริง พวกเขาจะบอกต่อ ยอมจ่ายราคาสูงขึ้น และมีความอดทนต่อข้อบกพร่องเล็กน้อย เพราะมันคุ้มค่าสำหรับพวกเขา
แน่นอนว่า ไม่มีสินค้าชิ้นไหนที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับคนคนเดียว… แต่สินค้าที่ดีที่สุดมักจะทำให้รู้สึกเหมือนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อเรา เพราะมันถูกออกแบบเพื่อ Buyer Persona หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นตัวละครสมมติที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อในแบบเฉพาะเจาะจง
Buyer Persona คืออะไร?
Buyer Persona คือการสร้าง “ภาพ” ของลูกค้าคนในอุดมคติที่มีความต้องการเฉพาะ โดยการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการใช้สินค้าหรือบริการของคุณ
Buyer Persona มักจะถูกนำเสนอเป็นการสรุปข้อมูลประชากรและจิตวิทยาของลูกค้า ผ่านตัวละครสมมติที่มีชื่อและใบหน้าที่สามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้งาน Buyer Persona เหล่านั้นในการตัดสินใจทางการตลาดได้อย่างคล่องแคล่ว
ตัวอย่างของ Buyer Persona Profile
Buyer Persona เหล่านี้เป็นตัวแทนของกลุ่มตลาดที่แตกต่างกัน โดยอาจจะมีชื่อเช่น Stylish Sally สำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่นสุดๆ Practical Polly ที่คำนึงถึงการใช้งานที่ยาวนานและคุ้มค่า และ Discount Daphne ที่คอยรอซื้อสินค้าลดราคาและมักจะจับจ่ายเมื่อมีการเซลล์สุดพิเศษ
เช่นเดียวกับ Sally ที่ใส่ใจแต่ความเก๋ในทุกการเลือกสรร Polly ที่มองหาคุณภาพเหนือกว่าสไตล์ หรือ Daphne ที่เจาะจงเฉพาะตอนที่ลดราคา แต่ก็ช่วยเคลียร์สินค้าหมดเกลี้ยงได้ดีในฤดูกาลเก่า
แต่มันไม่ใช่แค่ชื่อหรือคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจเท่านั้น Buyer Persona จะช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับลูกค้าของคุณได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทำให้คุณสามารถออกแบบข้อความทางการตลาดที่เข้ากับบุคลิกของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Buyer Persona ช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้นว่า
- พวกเขาคิดอะไร
- รู้สึกอะไร
- กังวลอะไร
- คาดหวังอะไร
- วางแผนทำอะไร
- เชื่อมั่นอะไร
- หวังให้เกิดอะไรขึ้น
ธุรกิจส่วนใหญ่มี Buyer Persona หลายตัว ซึ่งแต่ละตัวก็สะท้อนกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย หากคุณเพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องพัฒนา Buyer Persona จำนวนมาก เพียงเริ่มจาก 1-5 Buyer Persona ที่สำคัญที่สุดให้กับธุรกิจของคุณ และค่อยๆ ขยายให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าต่างๆ ตามความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
Buyer Persona vs Target Market
Buyer Persona ไม่ใช่ Target Market (บางครั้งเรียก กลุ่มเป้าหมาย หรือ ลูกค้า) Target Market คือกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่มักจะถูกกำหนดโดยลักษณะประชากรหรือกลุ่มผู้ชมที่กว้าง เช่น บริษัทที่ขายอุปกรณ์โยคะอาจจะบอกว่า “กลุ่มเป้าหมายของเราคือผู้หญิงอายุระหว่าง 35-45 ปีที่อาศัยในเมืองและชื่นชอบโยคะ”
ในขณะที่ Buyer Persona จะเจาะจงและให้รายละเอียดที่ชัดเจนยิ่งกว่า “Buyer Persona ของเราคือ Evelyn เธออายุ 39 ปี ทำงานเป็นวิศวกรในออสติน เธอไปที่สตูดิโอโยคะในพื้นที่มา 8 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ที่ทำงานจากที่บ้าน เธอกำลังมองหาวิธีฝึกโยคะในระหว่างการเดินทางของเธอ”
Negative Persona
นอกจากที่คุณต้องการระบุ Buyer Persona ที่คุณอยากจะดึงดูดแล้ว ยังมีประเภทลูกค้าอีกบางกลุ่มที่คุณอาจไม่อยากให้มาซื้อสินค้าของคุณ
Negative Persona คือกลุ่มลูกค้าที่ทำให้คุณเสียเวลาและทรัพยากร โดยไม่มีความตั้งใจที่จะซื้อ หรือมีโอกาสในการซื้อสินค้าต่ำ ตัวอย่างเช่น
Questioning Quinn ลูกค้าประเภทนี้มักจะถามคำถามมากมายเกี่ยวกับขนาดสินค้า นโยบายการคืนสินค้า และไม่ว่าคุณจะสามารถทำให้เธอสนใจในตัวสินค้าได้หรือไม่ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ซื้อสินค้าอยู่ดี
หรือ Returning Rachel ลูกค้าประเภทนี้ซื้อสินค้าไปจำนวนมาก แต่กลับมาคืนสินค้าก่อนที่ระยะเวลาคืนสินค้าจะหมด (คุณสงสัยว่าเธออาจจะลองใส่สินค้าดู แล้วกลับมาคืนทำให้สินค้าถูกจับไปขายใหม่ยากขึ้น)
Negative Persona เหล่านี้สามารถลดกำไรของธุรกิจและรบกวนการให้บริการลูกค้าในอุดมคติของคุณ ดังนั้นคุณควรคำนึงถึงกลุ่มเหล่านี้เมื่อสร้างข้อความทางการตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาและทรัพยากรไปกับลูกค้าที่ไม่น่าจะซื้อสินค้าจริงๆ
การสร้าง Negative Persona จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าใครที่ไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการดึงดูดและจะช่วยให้คุณสามารถปรับการสื่อสารและกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำไมถึงควรสร้าง Buyer Persona?
การสร้าง Buyer Persona ช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รู้ว่าพวกเขาชอบอะไร ทำอะไรให้พวกเขาตื่นเต้น และพวกเขาชอบช้อปปิ้งแบบไหน เพื่อให้คุณสามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการจริงๆ การเข้าใจว่าใครคือลูกค้าของคุณ รวมถึงข้อมูลเชิงประชากร (เช่น อายุและที่อยู่) และข้อมูลเชิงจิตวิทยา (เช่น ความสนใจและแรงจูงใจในการซื้อ) จะช่วยให้คุณปรับแต่งเนื้อหา ข้อความ และพัฒนาสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
เมื่อโลกออนไลน์เริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งเสียงดังที่สุดอีกต่อไป แต่คือการพูดสิ่งที่ถูกต้องให้กับคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม
Buyer Persona ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้สะดวกสำหรับทีมของคุณ และบุคคลภายนอกที่คุณร่วมงานด้วย เพื่อให้ทุกคนอยู่ในทิศทางเดียวกัน และเข้าใจลูกค้าของคุณอย่างแท้จริง
ประโยชน์ของการใช้ Buyer Persona คืออะไร?
Buyer Persona ที่มีรายละเอียดครบถ้วนสามารถช่วยให้คุณ
เจาะจงการโฆษณาได้อย่างมีเป้าหมาย
เครื่องมือใหม่ๆ ในการกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายช่วยให้ธุรกิจสามารถรันแคมเปญที่ปรับให้เหมาะสมกับข้อมูลประชากรและจิตวิทยาที่หลากหลายได้มากขึ้น
โฆษณาที่ต้องชำระเงินในปัจจุบันช่วยให้คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ในระดับที่สูงมาก เช่น การเลือกกลุ่มตามตำแหน่งที่ตั้ง อายุ ภาษา ระดับการศึกษา และความสนใจ ซึ่งคุณสามารถเลือกหรือไม่เลือกกลุ่มเหล่านั้นได้อย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้การโฆษณาของคุณเข้าถึงกลุ่มคนที่ใช่ แม้จะมีงบประมาณที่จำกัดหรือร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งเริ่มต้น
สร้างความชัดเจนและมุ่งมั่นในทิศทางเดียว
การสร้าง Buyer Persona ช่วยให้ธุรกิจพูดถึงลูกค้าได้อย่างมีความชัดเจนและมุ่งมั่นมากขึ้น การสกัดสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับลูกค้าออกมาเป็นบุคคลเดียว ทำให้คุณและทีมงานเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
มักจะเป็นส่วนหนึ่งของภาษาภายในธุรกิจ เช่น Buyer Persona อาจช่วยให้บริษัทโยคะเปลี่ยนจากคำถามง่ายๆ เช่น “เราจะเข้าถึงผู้หญิงที่รักโยคะได้อย่างไร?” มาเป็นคำถามที่ลึกซึ้งขึ้น “เราจะเข้าถึงคนเหมือน Evelyn ได้อย่างไร?” ซึ่งให้ทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นในการพัฒนากลยุทธ์การตลาด
เลือกช่องทางการตลาดที่สำคัญ
หนึ่งในกับดักที่มักเกิดขึ้นในตลาดคือการพยายามที่จะ “อยู่ทุกที่” โดยกระจายทรัพยากรไปทั่วหลายๆ ช่องทาง จนบางครั้งทำให้ขาดความชัดเจน หาก Buyer Persona ของคุณชี้ให้เห็นว่า ลูกค้าเป้าหมายของคุณใช้เวลาอยู่ที่ช่องทางไหน การเลือกช่องทางที่ควรให้ความสำคัญก็จะง่ายขึ้น และที่สำคัญคือคุณจะรู้ว่าไม่ควรโฟกัสที่ช่องทางไหน
ทำให้การเขียนข้อความ การออกแบบ และเนื้อหาตรงใจลูกค้า
เมื่อคุณรู้ว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร คุณจะสามารถเขียนหัวข้อที่โดดเด่นขึ้น ใช้ภาพที่ลูกค้าสามารถเห็นตัวเองในนั้น และผลิตเนื้อหาที่พวกเขาจะรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ สนุกสนาน หรือให้แรงบันดาลใจ
การมีความสามารถในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามคุณสมบัติ เช่น พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำงานในอุตสาหกรรมใด และสนใจความบันเทิงแบบไหน จะทำให้แบรนด์ของคุณสามารถเข้าถึงและส้รางความสัมพันธฺ์กับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
ช่วยให้ทีมงานตัดสินใจได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิจัยเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าของคุณไม่ควรอยู่ในหัวของคนๆ เดียว หรือกระจายอยู่ในเอกสารยาวๆ หลายฉบับ Buyer Persona เป็นเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับลูกค้าเป้าหมายทั้งหมดให้อยู่ในหน้าเดียวหรือสองหน้า เพื่อให้ทุกคนในธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นทีมการตลาดหรือทีมสนับสนุน สามารถใช้งานได้
ยกตัวอย่างเช่น ทีมสนับสนุนสามารถคาดการณ์อุปสรรคในการซื้อได้ดีขึ้น เช่น ข้อกำหนดก่อนการใช้สินค้า หรือการใช้ภาษาที่สองเพื่อช่วยลดปัญหาของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ: Buyer Persona ของคุณจะพัฒนาไปตามเวลา
เมื่อคุณสร้าง Buyer Persona สำหรับธุรกิจใหม่ๆ อาจจะมีข้อมูลหลายส่วนที่อ้างอิงจากการวิจัยตลาดและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสริมด้วยความคิด ความรู้สึก และการคาดเดาของคุณเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและคุณได้เรียนรู้จากประสบการณ์มากขึ้น อย่าลืมกลับไปปรับปรุง Buyer Persona ของคุณอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลใหม่ๆ และข้อเสนอแนะจากลูกค้าในการปรับทัศนคติและกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น
การพัฒนาและปรับ Buyer Persona จึงไม่ใช่แค่การสร้างภาพจำลองของลูกค้าในตอนเริ่มต้นเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาให้มีความสมบูรณ์และมีความลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ โดยอิงจากข้อมูลที่แท้จริงจากประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าของคุณ
การสร้าง Buyer Persona ใน 8 ขั้นตอน
1. สัมภาษณ์ลูกค้าปัจจุบันของคุณ
การสร้าง Buyer Persona ควรเริ่มต้นจากการวิจัยลูกค้าเสมอ หากธุรกิจของคุณเริ่มมียอดขายแล้ว คุณสามารถเริ่มต้นได้จากการสัมภาษณ์หรือสำรวจความคิดเห็นจากลูกค้าที่พึงพอใจในสินค้าหรือบริการของคุณ นี่คือขั้นตอนสำคัญ อย่ามองข้ามมันไป แม้ว่าคุณอาจจะมีทฤษฎีเกี่ยวกับลูกค้าของคุณและเหตุผลที่พวกเขาซื้อสินค้าหรือบริการ แต่จนกว่าคุณจะได้ยินจากลูกค้าเอง คุณก็ไม่สามารถรู้ได้อย่างแท้จริง
มีหลายคำถามที่คุณสามารถถามเพื่อสร้าง Buyer Persona ที่แข็งแกร่ง แต่มี 4 คำถามหลักที่คุณต้องถามในการสัมภาษณ์ Buyer Persona:
- ทำไมคุณถึงซื้อสินค้าของเรา? คำถามนี้จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลที่จะใช้เติมเต็มหมวด "เหตุผลในการซื้อ" และอธิบายถึงเหตุผลที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ
- ทำไมคุณเลือกสินค้าของเรา แต่ไม่เลือกสินค้าของคู่แข่ง? คำถามนี้สำคัญมาก ควรถามเกี่ยวกับ "ทางเลือก" ที่ลูกค้าเคยพิจารณา ไม่ใช่แค่ "คู่แข่ง" จริงๆ แล้วทางเลือกในการซื้อสินค้ามักจะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงเสมอไป แต่มักเป็นทางเลือกอื่นๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญ เช่น ตัวอย่างเช่น Evelyn อาจเลือกที่จะใช้เงินซื้ออุปกรณ์โยคะในสตูดิโอแทนที่จะซื้อลูกเล่นโยคะใหม่จากคุณ
- คุณค้นหาข้อมูลจากที่ไหนเมื่อทำการตัดสินใจซื้อ? คำถามนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ “ช่องทางการค้นหาข้อมูล” ของ Buyer Persona และจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณควรลงทุนในการตลาดผ่านช่องทางไหน
- ทำไมคุณถึงตัดสินใจซื้อสินค้านี้ในตอนนี้ แทนที่จะซื้อก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้? คำถามนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางการซื้อของลูกค้าที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ หรือที่เรียกว่า “Buying Moment”
คำถามเหล่านี้เกี่ยวกับเส้นทางการซื้อของลูกค้า ไม่ใช่แค่ความสนใจโดยทั่วไปหรือเป้าหมายอื่นๆ ที่พวกเขามี ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์ แต่สามารถหาได้จากการวิจัยตลาด (ดูขั้นตอนที่ 2) ส่วนที่สำคัญที่สุดของ Buyer Persona คือการทำให้เห็นชัดเจนว่าธุรกิจของคุณจะสามารถบริการลูกค้าได้อย่างไรอย่างเฉพาะเจาะจง
หากคุณยังไม่เริ่มขายสินค้า ให้เริ่มสัมภาษณ์ลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่คุณคิดว่าคุณจะไปแข่งขันด้วย ระวังการสัมภาษณ์ "ลูกค้าที่มีศักยภาพ" คนที่บอกว่า "พวกเขาจะซื้อสินค้าของคุณเมื่อคุณเปิดตัว" เพราะลูกค้าที่มีประโยชน์ที่สุดคือคนที่ซื้อสินค้าไปแล้วจริงๆ
หากคุณทำแบบนี้ครั้งแรก พยายามพูดคุยกับลูกค้า 5 ถึง 10 คนเป็นรายบุคคล หากไม่สามารถทำได้ ให้สำรวจอย่างน้อย 20 คน
2. รวบรวมข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
เมื่อคุณทำการวิจัยลูกค้าเสร็จแล้ว คุณสามารถเสริมข้อมูลเหล่านั้นด้วยการวิจัยระดับอุตสาหกรรม ตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่บนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของคุณ อ่านการวิจัยจากอุตสาหกรรมหรือคู่แข่ง และดูประเภทของผู้คนที่คู่แข่งของคุณแสดงออกมา สิ่งนี้จะช่วยเติมเต็มความรู้ของคุณเกี่ยวกับความสนใจ เป้าหมาย และไลฟ์สไตล์โดยรวมของลูกค้า
3. กำหนด Buyer Persona แบบกว้างๆ
หลังจากที่คุณทำการสัมภาษณ์ลูกค้าและวิจัยข้อมูลในอุตสาหกรรมแล้ว คุณน่าจะเริ่มเห็นรูปแบบและความคล้ายคลึงกันในหมู่ลูกค้าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ หรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง
เริ่มต้นด้วยการกำหนด Buyer Persona แบบกว้างๆ ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด โดยทั่วไปแล้วธุรกิจส่วนใหญ่จะมี Buyer Persona หลายแบบ ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจในการแยกลูกค้าตามประเภทต่างๆ ออกเป็นโปรไฟล์ที่แยกจากกัน
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณเริ่มธุรกิจออนไลน์ที่ขายอาหารสุนัขชื่อ Sally’s Dog Food เนื่องจากคุณผลิตอาหารสุนัขเอง คุณสามารถคาดการณ์กลุ่มลูกค้าได้ตั้งแต่เริ่มต้น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:
- ลูกค้าปลีก ผู้ที่อาจซื้ออาหารสุนัขให้กับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง
- ลูกค้าขายส่ง ธุรกิจที่ต้องการขายอาหารสุนัขในร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง
เมื่อคุณมี 2 กลุ่มลูกค้าแบบกว้างๆ แล้ว คุณสามารถแยกกลุ่มลูกค้าต่อไปได้ตามรายละเอียดของแต่ละประเภท:
- เจ้าของสุนัขที่ต้องการซื้ออาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัขของพวกเขา
- สัตวแพทย์ที่จำหน่ายอาหารสุนัขให้กับลูกค้าของพวกเขา
เมื่อคุณกำหนด Buyer Persona พื้นฐานได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการหาข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้
4. ระบุรายละเอียดที่มีประโยชน์เกี่ยวกับ Buyer Persona ของคุณ
มีหลายวิธีในการวิจัยลูกค้า แต่คุณควรเน้นข้อมูลที่สามารถใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง คุณไม่จำเป็นต้องรู้สีที่ลูกค้าชอบ หรือเมนูที่พวกเขาสั่งที่ Starbucks หากคุณขายอาหารสุนัข
เนื่องจาก Facebook เป็นหนึ่งในเครือข่ายโฆษณาที่ใหญ่ที่สุด มันมีความสามารถในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่สามารถจับคู่กับ Buyer Persona ของคุณได้อย่างตรงจุด ซึ่งทำให้การโฆษณาบน Facebook เป็นสถานที่ที่ดีในการหาข้อมูลประชากรและจิตวิทยาของลูกค้า
นี่คือลักษณะบางประการที่มักจะรวมอยู่ในโปรไฟล์ Buyer Persona:
- ที่อยู่: พวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน?
- อายุ: ช่วงอายุโดยทั่วไปของพวกเขาคือช่วงไหน?
- เพศ: เพศของลูกค้ากลุ่มนี้คืออะไร?
- ความสนใจ: ความสนใจและงานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณคืออะไร?
- การศึกษา: ระดับการศึกษาของ Buyer Persona นี้คืออะไร? หากเกี่ยวข้อง พวกเขาเรียนอะไรมา?
- ตำแหน่งงาน: พวกเขาทำงานในอุตสาหกรรมอะไร และตำแหน่งงานของพวกเขาคืออะไร?
- รายได้: ระดับรายได้และกำลังซื้อตามประเภทของ Buyer Persona นี้คืออะไร?
- สถานภาพการสมรส: พวกเขาโสดหรือแต่งงาน?
- ภาษา: พวกเขาพูดภาษาอะไร?
- เว็บไซต์ที่ชื่นชอบ: เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณที่พวกเขามักจะเข้าเยี่ยมชมคืออะไร?
- แรงจูงใจในการซื้อ: เหตุผลหลักที่พวกเขาซื้อสินค้าของคุณคืออะไร?
- ข้อกังวลในการซื้อ: อะไรที่อาจจะทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่ซื้อสินค้าของคุณ?
อย่าลืมว่า ลูกค้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทั้งหมดเหล่านี้ในแต่ละ Buyer Persona ลูกค้าอาจเลือกที่จะตอบคำถามที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม แต่จุดประสงค์หลักคือการเข้าใจลูกค้าของคุณ เพื่อให้คุณสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
5. ทำการวิจัยเกี่ยวกับ Buyer Persona ของคุณ
ทำการวิจัยเกี่ยวกับ Buyer Persona ของคุณ
เมื่อคุณได้รวบรวม Buyer Persona ที่สำคัญสองถึงสามกลุ่มแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มการวิจัยในขั้นที่สอง แตกต่างจากขั้นตอนแรกที่คุณอาจจะสัมภาษณ์ลูกค้าและทำการวิจัยในระดับอุตสาหกรรม การวิจัยในขั้นนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ Buyer Persona ที่คุณได้ระบุไว้
การวิจัยในขั้นนี้ไม่ใช่แค่การหาลักษณะหรือรูปแบบเท่านั้น แต่เป็นการเข้าใจ แรงจูงใจในการซื้อ และ พฤติกรรมทางจิตวิทยา ของลูกค้าที่คุณต้องการเป้าหมายจริงๆ
ข้อมูล เป็นแหล่งทรัพย์สมบัติที่เต็มไปด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าของคุณ และที่ดีที่สุดคือยิ่งคุณมีลูกค้ามากเท่าไหร่ ข้อมูลของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในการฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความชอบและพฤติกรรมของลูกค้าจากลูกค้าของคุณเองด้วย
นี่คือแหล่งข้อมูลในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เป็นอุดมคติของคุณ
การวิเคราะห์ของคุณเอง
หากคุณใช้เครื่องมือวิเคราะห์เช่น Shopify Analytics Dashboard หรือ Google Analytics คุณสามารถหาข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย เช่น ลูกค้าของคุณพูดภาษาหรือใช้เบราว์เซอร์อะไร พวกเขาหามาเจอร้านของคุณได้ยังไง อายุและเพศของพวกเขาคืออะไร พวกเขาคือผู้เข้าชมครั้งแรกหรือผู้ที่กลับมาซื้ออีก เข้าชมเว็บไซต์ของคุณบ่อยแค่ไหน ใช้เวลากี่นาทีในเว็บไซต์ของคุณ และแม้กระทั่งอุปกรณ์ที่พวกเขาใช้
Google Analytics จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้า
หากใช้ Shopify คุณสามารถใช้แอปพลิเคชันอย่าง Shop Sense ที่สามารถสร้าง Buyer Persona เฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละคนตามสิ่งที่พวกเขาค้นหาหรือซื้อในเว็บไซต์ของคุณ
Facebook Audiences
หากคุณเคยขายสินค้าผ่าน Facebook และมีผู้ติดตามจำนวนมาก Facebook Audiences จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการทำการวิจัยกลุ่มผู้ชม
นอกจากการวิเคราะห์กลุ่มผู้ติดตามที่มีอยู่แล้ว Facebook Audiences ยังช่วยให้คุณสร้างกลุ่มผู้ชมที่คาดหวังและให้ข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลประชากรและจิตวิทยาของกลุ่มผู้ชมเหล่านั้น
Facebook Audiences ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพศและอายุของลูกค้า
คู่แข่งของคุณ
อีกวิธีหนึ่งในการเติมเต็มข้อมูลของ Buyer Persona คือการดูข้อมูลจากคู่แข่งที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะหากคุณยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ
เครื่องมือ SimilarWeb เป็นเครื่องมือฟรีที่คุณสามารถใช้เพื่อวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์ของคู่แข่ง เพื่อเข้าใจกลุ่มผู้ชมของพวกเขา
SEMRush's Market Explorer ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสนใจของกลุ่มผู้ชม
SEMRush's Market Explorer เป็นเครื่องมือที่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจชั้นนำในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและประเภทของผู้ใช้งานที่มีปฏิสัมพันธ์กับคู่แข่งของคุณ
คุณยังสามารถเข้าไปเยี่ยมชม บล็อกและโซเชียลมีเดียของคู่แข่ง เพื่อดูว่าผู้คนที่คอมเมนต์หรือตอบกลับโพสต์เป็นใคร แล้วคลิกไปที่โปรไฟล์ของพวกเขาเพื่อเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกเขา
แบบสำรวจและเสียงจากหัวใจของลูกค้า
แม้ตัวเลขและสถิติจะช่วยบอกภาพรวมได้ดี แต่หากคุณอยากเข้าใจ “ตัวตน ความคิด และความรู้สึก” ของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการเปิดบทสนทนากับลูกค้าที่เคยเลือกคุณแล้ว
หนึ่งในวิธีการทำวิจัยที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง คือการส่งแบบสำรวจไปยังตลาดเป้าหมาย ผ่านเครื่องมืออย่าง Survey Monkey หรือพูดคุยโดยตรงกับว่าที่ลูกค้าผ่านการโทรหรือวิดีโอคอล
เพราะลูกค้าเหล่านี้เคยตัดสินใจควักเงินให้คุณมาก่อน การเข้าใจแรงบันดาลใจเบื้องหลังการซื้อ รวมถึงความลังเลหรือความกังวลในใจของพวกเขา จะช่วยให้คุณสื่อสารกับลูกค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้อย่างลึกซึ้งและตรงใจยิ่งขึ้น
แบบสำรวจลูกค้าจึงไม่ใช่แค่ชุดคำถาม แต่เป็นประตูที่พาคุณเข้าไปสำรวจความคิดของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เครื่องมืออย่าง Fairing ช่วยให้คุณส่งแบบสอบถามหลังการซื้อไปถึงลูกค้าได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
และเพื่อชวนให้ลูกค้าอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น คุณอาจมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เป็นการขอบคุณ เช่น ค่าจัดส่งฟรี หรือบัตรของขวัญ วิธีนี้ได้ผลดีเป็นพิเศษกับคำถามที่เจาะลึกถึงแรงจูงใจในการซื้อ เช่น “คุณอยากแนะนำแบรนด์นี้ให้เพื่อนหรือคนพิเศษหรือไม่ และเพราะอะไร?”
ฝ่ายดูแลลูกค้า: ขุมทรัพย์ของความเข้าใจลูกค้า
จะมีใครรู้จักลูกค้าของคุณดีไปกว่าทีมที่ได้พูดคุยกับพวกเขาทุกวัน? หากคุณมีทีมงาน การเปิดใจพูดคุยกับฝ่ายดูแลลูกค้าหรือทีมขายเกี่ยวกับปัญหา ความต้องการ เป้าหมาย และพฤติกรรมที่ลูกค้ามักแสดงออกมา จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเชิงลึกจากจุดที่ใกล้กับการตัดสินใจซื้อที่สุด
เครื่องมือดูแลลูกค้าส่วนใหญ่มักเก็บบันทึกบทสนทนา พร้อมทั้งคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าเอาไว้ การย้อนกลับไปอ่านบทสนทนาเหล่านั้นอย่างตั้งใจ จะช่วยให้คุณมองเห็นจุดเจ็บรูปแบบพฤติกรรม และความท้าทายที่ลูกค้าพบเจอซ้ำๆ
ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการสร้าง Buyer Persona โดยเฉพาะในแง่ของการค้นพบอุปสรรคหรือปัญหาที่ขัดขวางการตัดสินใจซื้อ เมื่อคุณเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน คุณจะสามารถออกแบบการสื่อสาร ประสบการณ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงใจมากขึ้น
6. รวมข้อมูลทั้งหมดมาเป็น Buyer Persona โปรไฟล์
เมื่อคุณมีข้อมูลจากการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงรายละเอียดที่คุณต้องการให้ความสำคัญใน Buyer Persona แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและทำให้มันมีชีวิตชีวา
คุณสามารถดาวน์โหลดเทมเพลต Buyer Persona ฟรีเพื่อจัดระเบียบข้อมูลที่คุณได้รวบรวมมา
ในเทมเพลตนี้คุณจะเห็นตัวอย่างของ Sally’s Dog Food แต่คุณสามารถกรอกข้อมูลตามที่คุณคาดการณ์เกี่ยวกับลูกค้าอุดมคติของคุณ และคุณลักษณะที่คุณต้องการเน้นย้ำ
7. ตรวจสอบ Buyer Persona ด้วยสัญชาตญาณ
เมื่อคุณสร้าง Buyer Persona เสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบด้วยสัญชาตญาณ
กลับไปดูรายชื่อของลูกค้าที่คุณได้พูดคุยด้วยและถามตัวเองว่า: Buyer Persona ที่คุณสร้างขึ้นนั้นมีตัวแทนจากลูกค้าเหล่านั้นหรือไม่? และพวกเขาคือกลุ่มลูกค้าที่คุณคิดว่าคุณจะสามารถให้บริการได้ดีที่สุดหรือไม่? หากคำตอบคือใช่ Buyer Persona ของคุณก็พร้อมที่จะนำไปใช้งานได้
8. แปล Buyer Persona เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ
เมื่อคุณมี Buyer Persona ที่ชัดเจนแล้ว คุณสามารถใช้มันในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดโดยคำนึงถึงลูกค้าอุดมคติของคุณ
ตัวอย่างเช่น Buyer Persona ชื่อ Chloe ที่เป็นสัตวแพทย์ คุณสามารถแปล Buyer Persona ไปสู่กลยุทธ์การตลาดเฉพาะเจาะจงได้ เช่น:
- การเจาะกลุ่มผู้ชมที่ระบุว่า "สัตวแพทย์" เป็นตำแหน่งงานใน Facebook หรือการใช้เครือข่ายศิษย์เก่าของโรงเรียนสัตวแพทย์ใหญ่ๆ
- การสร้างการมีตัวตนและโพสต์เนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับ Instagram และ TikTok
- การลดความสำคัญของ LinkedIn แม้ว่าจะเป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับการขายให้กับธุรกิจอื่น
- การมองหาโอกาสขยายธุรกิจ เช่น การเปิดสาขาใหม่ที่ต้องใช้สินค้าคงคลังใหม่ เพื่อเป็นโอกาสในการเข้าถึง Chloe
- การสร้างหน้าเปรียบเทียบหรือเอกสารการขายที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณมีคุณภาพเหนือคู่แข่งเมื่อพูดถึง “คุณภาพในราคาที่คุ้มค่า”
- การค้นหาทะเบียนคลินิกสัตวแพทย์ในพื้นที่และโทรหาหรือแวะไปที่คลินิกต่างๆ พร้อมกับตัวอย่างสินค้า
อย่างที่เห็น Buyer Persona ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณสามารถกำหนดช่องทางการตลาดและกลยุทธ์ที่สำคัญได้ แต่ยังช่วยให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าอุดมคติของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้ Buyer Persona เทมเพลตเพื่อประหยัดเวลาและทำให้โปรไฟล์ครบถ้วน
การใช้ Buyer Persona เทมเพลตจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการสร้างโปรไฟล์ และมั่นใจได้ว่าคุณได้รวมข้อมูลที่สำคัญสำหรับแต่ละ Buyer Persona อย่างครบถ้วน
นี่คือลักษณะข้อมูลสำคัญที่ควรรวมในเทมเพลตของคุณ พร้อมตัวอย่างที่อาจจะเป็นคำตอบโดยใช้ Chloe สัตวแพทย์ เป็นตัวอย่าง:
ชื่อ: Chloe สัตวแพทย์
อายุ: 30 ปี
ภาษา: อังกฤษ
อาศัยอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา
การศึกษา: ปริญญาตรี
รายได้: 70,000 บาท
สถานภาพการสมรส: โสด
งาน: สัตวแพทย์ เจ้าของร้านสัตว์เลี้ยงของตัวเอง
บทบาทในการตัดสินใจซื้อ: เป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมดในการซื้อสินค้าของร้าน
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด: หาสินค้าอาหารสุนัขที่มีคุณภาพดีในราคาที่ยอดเยี่ยมทั้งสำหรับตัวเธอและลูกค้า
ความทะเยอทะยาน: ต้องการเปิดสาขาใหม่ภายในปีหน้า
พฤติกรรมออนไลน์: ใช้เวลาใน Instagram และ TikTok แต่ไม่ชอบ LinkedIn
แบรนด์โปรด: BarkBox และ Whole Foods
การบริโภคเนื้อหา: ชอบดูเนื้อหาวิดีโอ (โดยเฉพาะวิดีโอสุนัขและแมว 🐶🐱)
คุณสามารถตั้งชื่อให้กับ Buyer Persona และเลือกภาพจากสต็อกเพื่อทำให้ Buyer Persona ดูมีชีวิตชีวา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลักษณะข้อมูลที่คุณรวบรวม
เติมข้อมูลใน Buyer Persona เทมเพลตด้วยข้อมูลจากการวิจัย
เมื่อคุณได้ทำการวิจัยลูกค้าเสร็จสิ้นแล้ว คุณจะสามารถเติมข้อมูลที่คุณได้รับใน Buyer Persona เทมเพลตของคุณได้
เทมเพลตนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คุณสามารถเพิ่มหมวดหมู่ที่คุณต้องการตามความเหมาะสม เช่น หากธุรกิจของคุณมีหลายประเภทของ Buyer Persona ก็สามารถปรับแต่งเทมเพลตให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการได้ เทมเพลตนี้ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของ Buyer Persona ได้อย่างรวดเร็ว และคุณจะสามารถสร้างข้อมูลที่ชัดเจนและมีความหมายสำหรับแต่ละกลุ่มลูกค้า
สิ่งที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าคุณจะเจาะลึกกับ Buyer Persona เพียงตัวเดียว เช่น Chloe สัตวแพทย์ แต่ความจริงแล้วยังมีลูกค้าอีกนับพันที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Chloe ที่คุณสามารถเข้าถึงและทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณได้ลงทุนเวลาและความพยายามในการทำความรู้จักกับพวกเขา
3 ตัวอย่าง Buyer Persona
Buyer Persona สามารถมีหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง "One-Pager" หรือเอกสารหน้าเดียวที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับลูกค้าของคุณ ตัวอย่างเหล่านี้นำเสนอ Buyer Persona ที่เฉพาะเจาะจง 3 ตัวอย่าง พร้อมรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นใน Buyer Persona ซึ่งได้มาจากการสัมภาษณ์ลูกค้าและการวิจัยในอุตสาหกรรม
ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายอุปกรณ์โยคะออนไลน์
Buyer Persona นี้คือตัวอย่างที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เสริมรายละเอียดเพิ่มเติมจนสมบูรณ์:
- ชื่อ: Evelyn Burns
- ภาพ: (ภาพของ Evelyn โดยปกติจะใช้ภาพจากสต็อก)
- อายุ: 39
- ตำแหน่งงาน: วิศวกรที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดกลาง
- อาศัยอยู่ที่: กลางออสติน
- รายได้: 140,000 บาทต่อปี
- สถานะครอบครัว: อาศัยร่วมกับคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมานาน 9 ปี ไม่มีลูก มีสุนัขหนึ่งตัว
- พฤติกรรมออนไลน์: ฟังพอดแคสต์จากผู้นำในวงการ ใช้ Facebook (เฉพาะกลุ่ม) ใช้ Instagram
- เหตุผลในการซื้อ: ความภักดีต่อแบรนด์และการเชื่อมต่อ ความหลากหลายของสินค้า
- ความไม่พอใจในการซื้อ: ความน่าเชื่อถือสำหรับการใช้งานปกติ
- ช่องทางการวิจัย: คำแนะนำจากผู้สอนโยคะ Instagram Google
- ทางเลือกอื่น: ใช้ของโยคะที่มีอยู่แล้ว (เช่น “ฉันจำเป็นต้องซื้อใหม่จริงๆ หรือเปล่า?”); อุปกรณ์ที่ขายในสตูดิโอโยคะของเธอหรือที่ได้รับการแนะนำจากผู้สอน
- ช่วงเวลาซื้อ: ช่วงปีใหม่หรือล่วงหน้าก่อนจะไปรีทรีต
- สินค้าที่อยู่บน "ชั้นวางเสมือน": เสื่อโยคะจาก Lululemon Peloton อุปกรณ์เดินป่าจาก MEC (หมายถึงสินค้าและแบรนด์อื่นๆ ที่ Evelyn ใช้หรือสนใจอยู่แล้ว)
ตัวอย่างที่ 2: ร้านน้ำผลไม้และสมูทตี้ท้องถิ่น
สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านจริง การสร้าง Buyer Persona สามารถช่วยให้คุณเข้าใจว่าสินค้าของคุณมีบทบาทในกิจวัตรประจำวันของลูกค้าอย่างไร:
- ชื่อ: Josh Burnbaum
- ภาพ: (ภาพของ Josh โดยปกติจะใช้ภาพจากสต็อก)
- อายุ: 28
- ตำแหน่งงาน: ผู้จัดการแบรนด์
- อาศัยอยู่ที่: Mission District ในซานฟรานซิสโก
- รายได้: 87,000 บาทต่อปี
- สถานะครอบครัว: โสด กำลังออกเดท
- พฤติกรรมออนไลน์: ใช้ Instagram BeReal แชทกลุ่ม
- เหตุผลในการซื้อ: ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนและความต้องการซื้อสินค้าท้องถิ่น
- ความไม่พอใจในการซื้อ: น้ำผลไม้/สมูทตี้ที่มีแคลอรีสูงเกินไป ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง (“ถ้าฉันสามารถจ่ายได้ฉันจะซื้อทุกวัน”)
- ช่องทางการวิจัย: Google Maps (เช็คดาว จะไม่ไปที่ร้านที่มีคะแนนต่ำกว่า 4.5) คำแนะนำจากเพื่อน
- ทางเลือกอื่น: ร้านน้ำผลไม้ใน Grant Street ทำสมูทตี้ที่บ้าน
- ช่วงเวลาซื้อ: ก่อนหรือหลังเลิกงาน ก่อนหรือหลังจากฟิตเนส
- สินค้าที่อยู่บน "ชั้นวางเสมือน": Rainbow Grocery Equinox Sweetgreen
ตัวอย่างที่ 3: เครื่องมือการจัดการโครงการ
สำหรับบริษัทที่ขายให้กับธุรกิจ (B2B) คุณต้องเพิ่มรายละเอียด "บทบาทในการตัดสินใจซื้อ" เพราะในบริษัทหนึ่งๆ การตัดสินใจซื้อมีหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง:
- ชื่อ: Alison Johnson
- ภาพ: (ภาพของ Alison โดยปกติจะใช้ภาพจากสต็อก)
- อายุ: 36
- ตำแหน่งงาน: ผู้จัดการโครงการอาวุโสที่บริษัทพัฒนาเว็บ
- อาศัยอยู่ที่: Hartford, Connecticut (ทำงานจากที่บ้าน)
- รายได้: 105,000 บาทต่อปี
- สถานะครอบครัว: แต่งงาน มีลูกสองคน
- พฤติกรรมออนไลน์: ฟังพอดแคสต์ The Daily สมัครสมาชิก Substack 2 ฉบับ ดู HBO Max
- บทบาทในการตัดสินใจซื้อ: ผู้ตัดสินใจ
- รายงานต่อ: รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ
- ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย: ผู้จัดการโครงการคนอื่นๆ (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ใช้ CEO (อนุมัติงบประมาณ) นักพัฒนาเว็บ (ผู้ใช้)
- เหตุผลในการซื้อ: ความสบายใจว่าเครื่องมือสามารถรองรับกระบวนการของทีมได้
- ความไม่พอใจในการซื้อ: เครื่องมือการจัดการโครงการส่วนใหญ่ไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับกระบวนการเฉพาะของบริษัท
- ช่องทางการวิจัย: Google Trust Pilot
- ทางเลือกอื่น: เครื่องมือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Trello) ทางเลือกที่มีราคาสูงกว่า (Jira)
- ช่วงเวลาซื้อ: หลังจากงบประมาณประจำปีได้รับอนุมัติ
- สินค้าที่อยู่บน ชั้นวางเสมือน": Slack G Suite สเปรดชีตที่ละเอียดมากมาย
Buyer Persona ช่วยให้ธุรกิจของคุณชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
Buyer Persona ของคุณจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาที่คุณเรียนรู้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับลูกค้าของคุณ และคุณอาจค้นพบ Buyer Persona ใหม่ๆ เมื่อฐานลูกค้าของคุณขยายตัว
การมี Buyer Persona ที่อัปเดตอยู่เสมอจะทำให้การตัดสินใจเรื่องกลุ่มเป้าหมายและการสื่อสารกับพวกเขาง่ายขึ้นสำหรับทีมของคุณ เมื่อคุณใช้ Buyer Persona คุณสามารถคาดหวังได้ว่าจะมีการมีส่วนร่วมมากขึ้นในช่องทางโซเชียลมีเดียของคุณ และมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงขึ้นสำหรับการโฆษณาออนไลน์ของคุณ
การใช้เวลาในการกำหนด Buyer Persona จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ ด้วยการทำความเข้าใจลูกค้าที่มีโอกาสจะซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Buyer Persona คืออะไร
4 ประเภท Buyer Persona คืออะไร?
Buyer Persona ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในหนึ่งใน 4 ประเภทนี้:
- นักซื้อที่ตัดสินใจทันที ตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วโดยอาศัยอารมณ์เป็นหลัก ไม่ต้องการข้อมูลมากมาย มักซื้อสินค้าเมื่อรู้สึกสนุกหรือชอบในขณะนั้น
- นักซื้อที่ละเอียด ชอบอ่านรายละเอียดทั้งหมดก่อนการตัดสินใจ มักจะทำการวิจัยและตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนที่จะซื้ออะไรสักอย่าง
- นักซื้อที่ใช้ความรู้สึก ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ แต่จะทำอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
- นักซื้อที่แข่งขัน มักจะรอจนถึงนาทีสุดท้ายในการตัดสินใจซื้อ โดยอาจต้องการเปรียบเทียบหรือรอให้เกิดข้อเสนอพิเศษก่อนที่จะซื้อ
ตัวอย่าง Buyer Persona คืออะไร?
นี่คือตัวอย่าง Buyer Persona สำหรับแบรนด์อุปกรณ์โยคะ:
Buyer Persona ของเรา คือ Evelyn
- อายุ: 39 ปี
- อาชีพ: วิศวกรที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลาง
- อาศัยอยู่ที่: ออสติน, เท็กซัส
- ข้อมูลอื่นๆ: Evelyn ไปที่สตูดิโอโยคะท้องถิ่นของเธอมาแล้ว 8 ปี แต่ตอนนี้เมื่อทำงานจากที่บ้าน เธอกำลังมองหาวิธีการฝึกโยคะระหว่างเดินทาง
วิธีการสร้าง Buyer Persona มีขั้นตอนอย่างไร?
การสร้าง Buyer Persona มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
- ระบุกลุ่มเป้าหมายของคุณ: ก่อนที่คุณจะเริ่มสร้าง Buyer Persona คุณต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้าถึงก่อน คิดถึงลูกค้าเป้าหมายของคุณว่าเป็นใคร และสิ่งที่พวกเขาต้องการและปรารถนาคืออะไร
- วิจัยกลุ่มเป้าหมายของคุณ: เมื่อคุณได้ระบุกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการทำการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น คุณสามารถพูดคุยกับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต เยี่ยมชมฟอรัมและบล็อกต่างๆ รวมทั้งดูข้อมูลจากอุตสาหกรรมและคู่แข่ง
- สร้างโปรไฟล์: ใช้ข้อมูลที่คุณเก็บรวบรวมมาสร้างโปรไฟล์ที่บรรยายลูกค้าในอุดมคติของคุณ ซึ่งจะต้องรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ และอาชีพ รวมถึงข้อมูลทางจิตวิทยา เช่น ค่านิยม, ความสนใจ และเป้าหมาย
- ระบุความท้าทายและจุดเจ็บปวด: ระบุความท้าทายและจุดเจ็บปวดที่ลูกค้าในอุดมคติของคุณเผชิญ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแรงจูงใจในการซื้อของพวกเขา และทำให้คุณสามารถให้บริการได้ดีที่สุด
- พัฒนา Buyer Persona: เมื่อคุณได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ให้พัฒนา Buyer Persona ที่แทนลูกค้าในอุดมคติของคุณ โดยการให้ชื่อ รูปภาพ และเรื่องราวพื้นหลัง เพื่อช่วยให้คุณมองเห็นและสื่อสารกับพวกเขาได้ดีขึ้น


